ผู้เขียน หัวข้อ: โครงการประหลาดของ CIA  (อ่าน 249 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

etatae333

  • Administrator
  • เทพเจ้าราตรี
  • *
  • กระทู้: 18075
  • Country: th
  • คะแนนจิตพิสัย +9/-0
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด
    • cmxseed
โครงการประหลาดของ CIA
« เมื่อ: 30 สิงหาคม 2018, 16:11:29 »

โครงการประหลาดของ CIA
cr.Cammy@dek-d



หน่วยข่าวกรองกลาง ซีไอเอ (The Central lntelligence Agency-CIA) เป็นองค์การที่รัฐบาลกลางของ
สหรัฐอเมริกาสถาปนาขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1947 มีหน้าที่แสวงหาข่าวสารข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นทั้งในและนอกสหรัฐอเมริกา
เสนอประธานาธิบดีซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารและรัฐสภา เพื่อให้รัฐบาลกลางมองเห็นสถานการณ์ของโลกทั้งภายใน
และภายนอกประเทศได้ ชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อนำไปใช้ประกอบการวางนโยบายต่างประเทศที่ให้ผลถูกต้องแน่นอน


ในหลายปีที่ผ่านมา CIA เป็นองค์กรที่ได้ยอมรับว่ามีชื่อเสียงและมีอิทธิพลมากในหน่วยงานของรัฐบาลของโลก
ด้วยความซับซ้อนและมีแรงงานที่มีประสิทธิภาพทำให้มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงโลกอย่างง่ายดาย 

แต่กระนั้นซีไอเอก็ยังเป็นที่รู้จักว่าเป็นองค์กรที่มีความคิดโครงการที่หลุดโลก โรคจิต จนไม่น่าเชื่อว่านี้คือความคิด
ของคนฉลาดที่คิดกัน ผลคือบางโรงการนั้นล้มเหลวและสูญเงินนับล้าน และบางโครงการผิดกฎหมายและไร้สาระ
และนี้คือ เหล่าสุดยอดโครงการไร้สาระของซีไอเอดังกล่าว

 

Acoustic Kitty



   
ในปี 1960 คณะกรรมการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของซีไอเอได้เปิดตัวโครงการที่จะใช้สัตว์มาเป็นสายลับ
โดยพยายามที่จะใช้แมวในภารกิจสอดแนม โดยใช้แบตเตอรี่และไมโครโฟนขนาดเล็กผ่าตัดฝังลงไปในแมว
และเสาอากาศฝังเข้าไปในหางของแมวเพื่อสามารถบันทึกเสียง


นอกจากนั้นยังฝึกนิสัยของแมวใหม่เพื่อสามารถปฏิบัติภารกิจได้เช่นความรู้สึกของแมวต่อความหิวโดยถูกแก้ไข
ในการดำเนินการอย่างอื่น โดยโครงการนี้ใช้งบประมาณถึง 20,000,000 ดอลลาร์ โดยภารกิจแรกคือการ
แอบฟังสถานทูตโซเวียต ถนนวิสคอนซิน

ในกรุงวอชิงตันดีซีเพื่อฟังพวกคอมมิวนิสต์พูดคุยกัน ผลปรากฏว่าภารกิจนี้ล้มเหลว เพราะแมวถูกตี
และถูกแท็กซี่ทับตายทันที ผลสรุปคือโครงการไม่มีใครเอามาพูดถึงอีกเลย



 
Operation Northwoods



ในช่วงศตวรรษที่ 1960 เมื่อสงครามเย็นก่อตัวขึ้นความหวาดกลัวต่อคอมมิวนิสต์ได้อาละวาดไปทุกหย่อมหญ้าทั่วโลก
ทำให้ซีไอเอมีแผนลับขึ้นนั้นคือ “ปฏิบัติการนอร์ธวูดส์”


โดยการใช้ข้อมูลลวงเพื่อให้ประชาชนชาวอเมริกันหวาดกลัวต่อคอมมิวนิสต์?

สร้างภาพว่าเป็นฝีมือจากการก่อการร้ายของคิวบาภายใต้การนำของคาสโตร โดยการดำเนินงานคือการสร้างความ
หวาดกลัวต่อคอมมิวนิสต์ในเขต ไมอามี่ ฟลอริดา และเมืองอื่นๆ แม้แต่ในวอชิงตัน ความน่ากลัวของแผนนี้ก็คือการใช้
ประชาชนมารับเคราะห์นั้นเอง ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยข่าวลือ, วางระเบิด, จลาจลปลอมๆ เพื่อนำไปสู่การดำเนินการ
ทหารเพื่อสร้างความเกลียดชังรัฐบาลคิวบา และสร้างเสียงสนับสนุนจากชาวอเมริกันให้ใช้ กำลังทหารโจมตีคิวบา
นี่คือตัวอย่างของแผนการ



-การวางระเบิดเครื่องบินพาณิชย์ที่บินจากอเมริกา สู่ประเทศในแถบอเมริกาใต้ โดยมีเส้นทางใกล้น่านฟ้าประเทศคิวบา
ผู้โดยสารบนเครื่องบินลำที่ถูกเลือกจะเป็นกลุ่มนักศึกษาที่เดินทางไปพักผ่อน ซึ่งพวกเขาเหล่านั้นเป็นเยาวชน ไม่ยุ่ง
เกี่ยวกับการเมือง เพื่อตอกย้ำว่าคาสโตรสามารถสังหารได้แม้กระทั่งประชาชนผู้บริสุทธิ์

- การนำชาวคิวบาขึ้นเรือทำทีว่าลักลอบออกนอกประเทศเพื่อขอลี้ภัยในอเมริกา ระหว่างที่เรือลอยกลางทะเลก็จัดการ
ยิงให้จมแล้วป้ายความผิดให้กับคิวบาว่าเป็นผู้ไล่ล่าเรือลี้ภัย

- วางระเบิดจุดสำคัญๆบริเวณที่มีผู้คนพลุกพล่านในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และฟลอริดา จากนั้นจับตัวชาวคิวบาที่ลี้ภัย
มาอยู่ในอเมริกา ป้ายความผิดว่าเป็นผู้ก่อการร้าย

- สร้างเหตุการณ์โจมตีเรือรบหลวง โดยนำเรือรบไปล่องในอ่าวใกล้กับเมืองฮาวาน่าแล้วระเบิดทิ้ง เลียนแบบเหตุการณ์
ในปี 1898 เรือรบอเมริกาถูกจมโดยไม่ทราบสาเหตุ เพื่อสร้างความโกรธแค้นให้กับชาวอเมริกันนับล้านให้มาสมัคร
เป็นทหารอาสาเข้าร่วมรบในสงครามสเปนิช-อเมริกัน


แผนการดังกล่าวถูกร่างและลงนามโดยหัวหน้าร่วมแล้วนำไปเสนอให้ประธานาธิบดีจอห์นเอฟ เคนนาดี
ผลปรากฏว่าเขาปฏิเสธและถูกยกเลิกแผนนี้ในภายหลัง หากแต่หลังจากนั้นมีความเชื่อว่าแผนดังกล่าวนั้น
มีการทำอย่างลับๆ และหนึ่งในเหตุการณ์ที่เชื่อว่าเป็นส่วนหนึ่งของแผนการนี้คือการลอบสังหารเคนนาดี



 
Project Pigeon


   
มันอาจเป็นเรื่องที่เชื่อได้ยาก แต่มันเกิดขึ้นจริงแล้วสำหรับโครงการที่เรียกว่า “จรวดนำวิถี นกพิราบ” มันเป็นหนึ่งใน
โครงการทางทหารที่ดูเหมือนจะประหลาดที่สุดอีกโครงการในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเริ่มมีความคิดมาจาก
นายบี. เอฟ. สกินเนอร์( Burrhus Frederic Skinner) เป็นนักจิตวิทยาพฤติกรรมที่มีความคิดแหวกแนวว่า
รัฐน่าจะลองฝึกนกพิราบให้ควบคุมจรวดนำวิถีจรวดเข้าสู่เป้าหมาย(นกพิราบกามิกาเซ)


โดยโครงการดังกล่าวถูกพัฒนาภายใต้โครงการ organic control หรือ "ควบคุมโดยสิ่งมีชีวิต" โดยกองทัพ
สหรัฐอเมริกา โดยโครงการดังกล่าวจะใช้จรวดที่ออกแบบโดยข้างในจรวดจะมีห้องควบคุมจรวดโดยนกพิราบ
ซึ่งนกพิราบดังกล่าวจะมาฝึกให้จดจำเป้าหมาย โดยถ้าเห็นภาพเป้าหมายให้ทำการจิก ที่ตรงกลางแผงควบคุม
จรวดนำวิถีจะพุ่งตรงไปด้านหน้าและนกพิราบจะไม่หยุดเป้าหมายจนกวาดตรวดจะระเบิดหรือมันจะตายเสียก่อน
ซึ่งตอนแรกโครงการนี้ได้งบการวิจัย 25,000 เหรียญสหรัฐในสมัยนั้น

หากแต่ต่อมาไม่นานโครงการนี้ก็เลิกล้มเพราะว่ามีการใช้จรวดแบบอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาแทนที่
และจรวดนำวิถีนกพิราบก็ไม่เคยถูกนำมาใช้ในสงครามนี้เลยแม้แต่ครั้งเดียว




Operation Gold


 
หนึ่งในโครงการที่ดำเนินงานบ้าบิ่นที่สุดในช่วงสงครามเย็น โดยตั้งชื่อว่า “แผนทองคำ” ในช่วงปี 1953 ซึ่งเป็นการ
ร่วมมือระหว่างซีไอเอและอังกฤษ Secret Intelligence Service โดยการดักฟังสายโทรศัพท์ของสำนักงานใหญ่
ของโซเวียตที่กรุงเบอร์ลิน โดยขุดอุโมงค์ยาวกว่า 450 เมตรตัดกับทางแยกโทรศัพท์ใต้ดิน


โดยเริ่มต้นขุดในวันที่ 2 กันยายน 1954 ถึง 25 กุมภาพันธ์ปีถัดไป โดยซีไอเอสามารถดักจับบันทึกการสนทนา
มากถึง 50,000 การสนทนาทางโทรศัพท์ในช่วงเวลาหนึ่งปี

หากแต่ต่อมาในปี 1956 โซเวียตก็ได้พบอุโมงค์ดังกล่าวและปิดลง ซีไอเอสิ้นงบประมาณแบบไร้ค่า
แถมโดนด่าไปทั่วโลกด้วย

 



Project MKULTRA


 
โครงการเอ็มเคอัลทราหรืออีกชื่อหนึ่งว่า CIA mind-control research program เป็นชื่อรหัสลับที่เป็นการ
ทดลองลับๆ ที่ผิดกฎหมายของหน่วยข่าวกรองกลางและสืบราชการลับของสหรัฐ"ซีไอเอ" พยายามปิดบังซ่อนเร้น
ไม่ให้ประชาชนรู้ โดยโครงการนี้เป็นการทดลองในมนุษย์ที่ดำเนินการโดยสำนักงานวิทยาศาสตร์ของ รัฐบาลสหรัฐ
โดยเริ่มขึ้นเมื่อทศวรรษที่ 1950 โดยดำเนินถึงปลายปี 1960 โดยใช้ชาวอเมริกันและแคนาดาเป็นตัวทดลอง


จุดประสงค์ของโครงการเอ็มเคอัลทราคือ การศึกษาและทดลอง "การควบคุมพฤติกรรมมนุษย์" โดยใช้สารเคมี
และสารชีวภาพ เพื่อนำมาดัดแปลงใช้ทำอาวุธสงครามแรกเริ่มเดิมทีนั้น ซีไอเอ ไม่ได้คิดจะสร้างอาวุธชนิดนี้
พวกเขาเพียงแต่กลัวว่าประเทศที่เป็นปฏิปักษ์ต่อสหรัฐจะใช้อาวุธเคมีและ ชีวภาพในการทำสงคราม พวกเขาจึง
ต้องทำการศึกษาเตรียมไว้ก่อนเพื่อจะได้ป้องกันและแก้ไขแก่ สถานการณ์ภายภาคหน้าเอาไว้

การทดลองนี้ไม่ใช่มีแต่ซีไอเอเท่านั้น หากแต่ยังมีหน่วยข่าวกรองของกองทัพและหน่วยข่าวกรองของสำนักงานอื่นๆ
ของรัฐบาลด้วย พวกเขาจะคอยแลกข้อมูลที่ได้จากการทดลองกัน ซึ่งการทดลองนี้ถือเป็นการทดลองลับสุดยอด
ขนาดเจ้าหน้าที่ระดับสูงของ ซีไอเอ ยังไม่ทราบเลยว่ามีการทดลองนี้ในหน่วยงานของเขา ผู้ที่ทราบเรื่องก็จะมีแต่
นายแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ที่ร่วมการทดลองเท่านั้น



สำหรับวิโครงการนี้การทดลองในช่วงแรกนั้นทำขึ้นที่ ศูนย์บำบัดผู้ติดยาเสพติด เล็กซิงตัน (Lexington Rehabillitation
Center) ซึ่งปัจจุบันก็คือสถาบันสุขภาพจิตแห่งชาติ (National Institute of Mental Health) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้
เป็นนักโทษอาสาสมัคร คดียาเสพติดนักโทษเหล่านี้จะต้องเซ็นชื่อยินยอม อนุญาตให้นำสารเสพติดเข้าสู่ร่างกายของ
พวกเขาได้ จากนั้นพวกเขาก็ได้รับสารเสพติดชนิดเดียวกับที่พวกเขาแต่ละคนติด

จากหลักฐานที่เผยแพร่พบว่าโครงการนี้ใช้วิธีต่างๆ มากมายที่จะจัดการสภาพจิตใจของบุคคลและปรับเปลี่ยน
การทำงานของสมองโดยการใช้ ยาหลายประเภทรวมทั้งวิธีการต่างๆ มาทดลองกับคนทดลองเพื่อเปลี่ยนแปลง
จิตใจและสมอง เช่น การใช้ยาเสพติด สารเคมีอื่นๆ การละเมิดทางวาจาและทางเพศ โดยไม่สนจะว่าอาสา
สมัครเต็มใจหรือไม่



ต่อมาก็มีทดลองโดยฉีดยาหลอนประสาท LSD (Lysergic acid diethylamide) ให้กับลูกจ้างซีไอเอ, ทหาร, แพทย์,
ข้าราชการ,โสเภณี, ผู้ ป่วยจิตเวช และบุคคลทั่วไปจำนวนหนึ่งซึ่งมีหลายระดับชนชั้นตั้งแต่อาชญากรชั้นต่ำไปจน ถึงระดับ
ไฮโซ มีทั้งคนอเมริกันและคนต่างชาติ เพื่อศึกษาฤทธิ์ของยา LSD ซึ่งคนที่ทดลองบางคนก็ยินยอม บางคนไม่ได้รับเนื้อหา
การทดลอง และบางคนไม่ยอมให้ตนเองมาทดลองกับโครงการนี้ แต่กระนั้นบรรดาเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลและวุฒิ
สมาชิกต่างก็พากัน ปฏิเสธกันให้พัลวันว่าไม่มีการทดลองที่ผิดศีลธรรมและจรรยาดังกล่าว

และแล้วโครงการนี้ก็ได้รับความสนใจจากประชาชนในปี 1975 สภาคองเกรสสหรัฐได้แต่งตั้งคนเพื่อสืบสวนคดีนี้
หากแต่ในปี 1973 ผู้มีอำนาจสูงสุดซีไอเอ ถูกสั่ง ให้ทำลายไฟล์ทั้งหมด ทำให้เอกสารเกี่ยวกับโครงการนี้ถูก
ทำลายเผาไหม้ไปด้วย ทำให้ไม่มีหลักฐานว่ามีการทดลองนี้เกิดขึ้นจริงในซีไอเอ



 
The Stargate Project



โครงการสตาร์เกทจะเรียกว่าโครงการสายรับพลังจิตคงไม่ผิดนัก โดยเป็นชื่อรหัสของโครงการย่อยที่จัดตั้งโดยรัฐบาลสหรัฐ
เพื่อการศึกษาการมองระยะไกลโดยอาศัยพลังจิต (Remote Viewing) เพื่อนำมาใช้จริงโดยประยุกต์ทางการทหารและ
งานสืบราชการลับ เช่น สามารถใช้พลังจิตในการมองเห็นระยะไกลเพื่อบอกตำแหน่งสิ่งก่อสร้าง หรือสิ่งที่ซุกซ่อนในตัวอาคารได้


นอกจากนี้ยังรวมถึงการศึกษาเรื่องเหนือธรรมชาติ(ประมาณว่าถอดจิต)และญาณทิพย์ โดยโครงการนี้เริ่มตั้งแต่ปี 1970
ถึง 1995 (ซีไอเอยกเลิกเอง) โดยมีข่าวลือที่มาโครงการว่าทางโซเวียตได้มีการวิจัยอาวุธพลังจิต ทำให้สหรัฐตัดสินใจ
เพื่อศึกษาหาความเป็นไปได้นั้นโดนตอนแรกใช้งบประมาณถึง 20,000,000 ดอลลาร์



ในการศึกษาพวกที่มีความสามารถพลังพิเศษดังกล่าว และครั้งหนึ่งก็เคยมีการทดลองพลังจิตนี้มาใช้งานจริงๆด้วย
เช่นในสงครามเวียดนามมีการใช้นักพลังจิตเป็น "ผู้นำทาง" (Point Man)ทำหน้าที่นำกองทหารระหว่างที่อยู่ใน
เขตของข้าศึก เพื่อหลีกเลี่ยงกับดักและการซุ่มโจมตี 




 
Operation Mongoose


 
ในยุค 60 ต้น คอมมัวนิสต์คิวบากลายเป็นหนึ่งในกำลังรบสำคัญของสงครามเย็น และนายพลฟิเดล คาสโตรกลายเป็นนักการเมือง
ที่อันตรายที่สุดในโลกในขณะนั้น ทำให้การสหรัฐมีแผนที่จะล้มล้างคาสโตรแต่ก็ล้มเหลวหลายโครงการ จนกระทั้งมาถึงสมัย
จอห์น เอฟ เคนนาดี้ เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 1961(หลังล้มเหลวจากแผนบุกอ่าวหมู) ก็ปฏิบัติการเชิงรุกลับๆ

โดยดำเนินการโดยเอ็ดเวิร์ด แลนส์เดล(Edward Lansdale)หัวหน้าผู้เชี่ยวชาญทางด้านยุติการต่อต้านของนักปฏิวัติ
ภายใต้ชื่อ “ปฏิบัติพังพอน” โดนโครงการนี้เป็นสงครามลับที่จะโฆษณาชวนเชื่อ สงครามจิตวิทยาและก่อวินาศกรรม
เพื่อให้คาสโตรลงจากอำนาจ เช่นการปล่อยข่าวว่า ฟิเดล คาสโตร นั้นเป็นพวกนอกศาสนา เป็นผู้ต่อต้านพระคริสต์



จากนั้นก็สร้างความเชื่อถือต่อข่าวลือให้เกิดขึ้นโดยการ "สร้างภาพ" เพื่อให้ชาวบ้านเชื่อว่าพระเยซู ได้เสด็จลงมาจากสวรรค์
เพื่อกำจัดคนนอกศาสนาโดยยิงฟอสฟอรัสขึ้นไปบนท้องฟ้าในตอนกลางคืน เพื่อเลียนแบบเหตุการณ์ปาฏิหาริย์ตามความเชื่อ
ของคนท้องถิ่น  หรือการทำลายพืชผลผลิตอ้อยของประเทศคิวบา นอกจากนี้ยังมีการลอบสังหารแบบแปลกๆ ไม่ว่าจะเป็น
เข็มฉีดยาในรูปของปากกา ใส่แบคทีเรียวัณโรค ในผ้าเช็ดหน้าหรือกาแฟของเขา ใส่ยาพิษในปากกาหมึกซึมหรือไอศกรีม


แต่ที่บ้าที่สุด คงจะเป็นแผนสังหารคาสโตรโดยการทำซิการ์ระเบิด(หรือใส่ยาพิษ) ในยี่ห้อที่เขาชื่นชอบ
และแผนนี้ถูกยกเลิกจากการตกลงระหว่างเคนนาดี้กับโซเวียตในเวลาต่อมา





The Bay of Pigs Invasion


   
นี้คือแผนที่ไร้สาระและไร้ประโยชน์น่าอับอายขายหน้ามากที่สุด ของซีไอเอ “การบุกอ่าวหมู” มันเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่
พวกเขาพยายามจะโค่นล้ม นายพลคัสโตรแห่งคิวบา แต่ไม่ประสบผลสำเร็จและขายหน้าที่สุด


มันเริ่มต้นตั้งแต่สมัยประธานาธิบดี ไอเซนฮาวร์ (พฤษภาคม ค.ศ.1960) แต่ได้มาปฏิบัติการจริงในสมัยประธานาธิบดีเคนเนดี
เนื่องจากประธานาธิบดีไม่อนุญาตให้มีการทิ้งระเบิดแบบปูพรม  เมื่อซีไอเอภายใต้การอนุมัติได้พยายามโค่นล้มรัฐบาลคิวบา
โดยหนุนหลังผู้ลี้ภัยชาวคิวบาจำนวนหลายคนมาฝึกอบรมพิเศษโดยซีไอเอ จากนั้นวันที่ 17 เมษายน 1961 ทางการสหรัฐ
ได้ขนส่งกองกำลังสะเทินน้ำสะเทินบกที่บาเฮีย เดอ โคชิโนสในฝั่งทะเลตอนใต้ของคิวบา และเริ่มขนถ่ายสินค้าของพวกเขา
ก็คือชาวคิวบาที่ถูกลี้ภัยที่ฝึกพิเศษจำนวนกว่า 1,300 คนเข้าประเทศคิวบา




แต่แผนการนี้เป็นจุดเริ่มต้นของหายนะที่กะผิดจังหวะอย่างน่าอนาถ เริ่มจากข่าวกรองของคิวบารู้การบุกรุกนี้มานานแล้ว
และเริ่มตอบโต้ อีกทั้งแผนนี้ไม่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชน ทำให้ถูกทหารของนายพลคัสโตรปราบปรามอย่างรวดเร็ว
เพียง 3 วัน (ฝ่ายสหรัฐตาย 118 คน ถูกจับ 1202 คน) นายพลคัสโตรจับฝ่ายกบฎได้ทั้งหมด และส่งทหารอเมริกัน
กลับสหรัฐเพื่อแลกกับอาหารและยา (ค.ศ.1962) ทำให้เหตุการณ์นี้ถือว่าเป็นการเสียหน้าครั้งใหญ่ในสมัยประธานาธิบดีสหรัฐ
จอห์น เอฟ เคนเนดีและนำไปสู่การเกิดวิกฤตการณ์คิวบา (Cuban Missile Crisis: 1962) ในเวลาต่อมา


https://www.youtube.com/watch?v=XbKCyQn5oTc&t=11s

เนื้อหาบางส่วนจาก Top 10 Weirdest CIA Programs
https://www.toptenz.net/top-10-weirdest-cia-programs.php
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01 กันยายน 2018, 10:58:53 โดย etatae333 »
นวดกระปู๋ นวดกระปู๋เชียงใหม่ นวดกระษัย ไซด์ไลน์ Sideline นวดน้ำมัน นวดอโรมา นวดแผนโบราณ อาบอบนวด ออน การบ้าน เรื่องเสียว ลายแทง หนังโป๊ AV เชียงใหม่