ผู้เขียน หัวข้อ: ตำนานการสร้างโลกและน้ำท่วมโลก ของจีน  (อ่าน 688 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

etatae333

  • Administrator
  • เทพเจ้าราตรี
  • *
  • กระทู้: 18077
  • Country: th
  • คะแนนจิตพิสัย +9/-0
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด
    • cmxseed

ตำนานการสร้างโลกและน้ำท่วมโลก ของจีน



โลกใบนี้ที่ว่ามีลักษณะเหมือนผลส้มที่เราอาศัยอยู่นั้น ถึงปัจจุับันทางวิทยาศาสตร์จะมีข้อพิสูจน์ว่า โลกและจักรวาล
เกิดมาจากซูเปอร์โนวา หรือ บางทฤษฎีว่าเกิดมาจากการรวมตัวของอะตอม แต่อย่างไรก็ตามก็ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า
โลกของเราใบนี้เกิดขึ้นมาอย่างไีร เพราะมันเป็นเำพียงแค่การสมมุติของนักวิทยาศาสตร์เท่านั้นเอง


มนุษย์บรรพชนของเราก็สงสัยเรื่องนี้เช่นกันนะ เรื่องของตำนานการกำเนิดโลกจึงมีอยู่ทุกชนชาติต่าง คราวนี้เรามาดู
ในตำนานเทพเจ้าของชาวจีนซึ่งมีอารยธรรมมาอย่างยาวนานก็มีความเชื่อเรื่องนี้เช่นกัน ชาวจีนจินตนาการและเชื่อว่า
โลกและจักรวาลเกิดขึ้นจาก เทพยักษ์ตนหนึ่ง นามว่า "ผานกู่" 

เทพผานกู่ เทพบิดรแห่งชนชาติชาวจีน



ตอนเริ่มแรกยังไม่มีสรรพสิ่งเกิดขึ้น ชาวจีนจินตนาการว่าจักรวาลนั้นเสมือนไข่ฟองหนึ่ง ภายในเปลือกไข่นั้น
ก็มีแต่ความมืดมัวมืดมน และแล้วภายในไข่นั้นก็มีสิ่งๆหนึ่งอาศัยอยู่นั้นคือ ผานกูนั้นเอง ผานกูอยู่ในไข่เป็นเวลามานาน
กว่า 18000 ปี จึงตื่นขึ้นจากการนิทรามา


เมื่อผานกูตื่นขึ้นมาก็พบกับความมืดและความอึดอัด ผานกูไม่ชอบในสภาพอย่างนี้เขาเลยทำการทลายไข่ฟองนี้โดยใช้ขวาน
ที่เป็นอาวุธคือกาย ฟันจนไข่นั้นแตกออกจากกันเป็นสองซีก ละอองควันภายในไข่ที่ถูกกักขังมานานก็ลอยขึ้นไปเป็นท้องฟ้า
และเปลือกไข่ก็จมสลายจนกว่าเป็นดิน




และเมื่อ ฟ้า-ดินได้บังเกิดขึ้น และแยกออกจากกันแล้ว แต่ผานกูก็ยังกลัวว่าฟ้ากับดินจะกลับมาร่วมตัวกันอีกและตนเองก็ต้อง
อึดอัดเป็นอีกแน่ ผานกูจึงค่ำฟ้าโดยใช้มือดันฟ้าขึ้น ส่วนดินใช้เท้าเหยียบไว้เขาทำเช่นนี้เป็นเวลานานกว่าหมื่นปี จนฟ้าและดิน
แยกออกจากกันอย่างถาวรแน่นอน แต่ผานกู่ก็ได้หมดพลังลง หลังจากการใช้ร่างของตนแยกฟ้ากับดินมานานกว่าหมื่นปี
ร่างกายของผานกู่ ก็กลายเป็นโลกใบนี้




ซึ่งมีผู้บรรยายว่า ร่างกายของผานกูกลายเป็นโลก ซึ่งส่วนต่างๆแม้อวัยวะบางอย่างก็เป็นส่วนหนึ่งของโลกได้แก่

- ดวงตาทั้งสองข้างกลายเป็นดวงอาทิตย์กับดวงจันทร์
- เส้นผมกลายเป็นดวงดาว
- กระดูกกลายเป็นภูเขา
- ผิวกลายเป็นดิน
- ฟันกลายเป็นแร่ทองคำ
- ไขข้อกลายเป็นมุกและหยก
- เลือดกลายเป็นน้ำไหลไปเป็นแม่น้ำลำคลองและมหาสมุทร
- เหงื่อกลายเป็นบ่อน้ำและฝน
- ลมหายใจกลายเป็นสายลม


ซึ่งว่าได้ว่าโลกของเราก็คือผานกู่นั้นเอง ท่านยังคงทำหน้าที่ของท่านเพื่อสรรพสิ่งทั้งหลาย เมื่อร่างของผานกู่กลายเป็นโลกแล้ว
ร่างทิพย์ของผานกู่ ก็ลอยไปในห้วงอากาศเดินทางไปในที่ต่างๆกลายเป็นเทพ และแล้วผานกู่ก็พบเข้ากับเทพธิดานามว่า "ไท่หยวน"
ซึ่งนางกำลังบำเพ็ญเพียรอยู่บนยอดเขาสูง เทพผานกู่ยินดีเ้ป็นอย่างยิ่งที่พบเทพธิดาไท่หยวน และพระองค์ก็เนรมิตร่างกลายเป็น
ลำแสงสีขาวพุ่งเข้าปากของเทพธิดา จากนั้นเทพธิดาก็ทรงท้องนานถึง 12 ปี (เทพเขาอุ้มท้องกันนานจริงๆ) แล้วให้กำเนิดเป็น
บุตรชาย นามว่า "ง่วนสีเทียนกุ๋น" ต่อมาก็กลายเป็นเทพสูงสุดแห่งลัทธิเต๋า
(ตีได้ว่า ง่วนสีเทียนกุ๋นนั้นก็คือเทพผานกู่ หรือไม่
ก็เป็นโอรสของเทพผานกู่ก็ได้)



อีกตำนานหนึ่งของเทพผานกู่ โดยตำนานนี้เกิดขึ้นมาหลังจากที่จีนรับพระพุทธศาสนาเข้ามาในสมัยราชวงศ์ถัง ตำนานนี้มีอยู่ว่า
เทพผานกู่ทรงเป็นศิษย์แห่งพระพุทธองค์ (พระสมณโคดมพุทธเจ้า ก็คือพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน หรือรู้จักกันในนาม
พระศากยมุนีพุทธเจ้านั้นเอง) พระพุทธองค์ทรงเลเห็นว่าแผ่นดินทางทิศใต้นั้นยังคงมืดอยู่ พระองค์จึงจะให้ศิษย์คนใดคนหนึ่ง
เดินทางไปเบิกฟ้าเปิดดิน มีเพียงผานกู่เท่านั้นที่รับอาสาจากพระพุทธองค์ พระพุทธองค์ทรงถามผานกู่ว่า


"เธอจะทำหน้าที่นี้สำเร็จได้หรือไม่?"
"ข้าแต่ท่านอาจารย์ศิษย์ทำได้สำเร็จแน่ แต่ศิษย์เกรงแต่ว่าศิษย์จะหลงไหลในดินแดนใหม่นี้"
"เมื่อเธอมั่นใจแล้วจะกลัวอันใด เธอจะได้กลับมายังที่นี้อีกครั้งเมื่อเสร็จภารกิจ"

ผานกู่น้อมรับพุทธโองการแล้วเหาะไปยังดินแดนทิศใต้ที่มืดสนิืท ผานกู่เนรมิตร่างของตนให้กลายเป็นมนุษย์ที่มีร่างกายใหญ่โต
นามว่า "พนโกสีย์" โดยมีขวานเป็นอาวุธ และใช้ขวานนั้นเจาะลงบนความมืดผ่าออกเป็นสองส่วน มีแสงสว่างลอยออกมาจาก
ความมืดกลายเป็นท้องฟ้า และความมืดนั้นก็ค่อยๆสลายกลายเป็นดิน แล้วสลักเป็นอักษรทิ้งไว้ว่า

"ข้า พนโกสีย์ได้ทำการเบิกฟ้าเปิดดินเป็นอันสำเร็จแล้ว"

หลังจากนั้นพอเสร็จหน้าที่ผานกู่ก็ไม่ยอมกลับไปยังแดนสุขาวดี ยังคงหลงระเริงอยู่ในดินแดนทิศใต้นี้ พระพุทธองค์ทรงโปรด
ให้พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร (เจ้าแม่กวนอิม) ไปเตือนผานกู่และพากลับแดนสุขาวดี พระโพธิสัตว์เสด็จมายังดินแดนทิศใต้
และเข้าโปรดผานกู่ให้เขารำลึกได้ว่าตนเองคือ ผานกู่ โดยพระองค์ชโลมน้ำทิพย์จากแจกันหยดลงบนศีรษะของผานกู่

เมื่อผานกู่จำความได้ ก็พบว่าตอนนี้เขาไม่บริสุทธิ์ดั่งแต่เดิมเพราะหลงในโลกียะในดินแดนทิศใต้ ผานกู่จึงขอพระโพธิสัตว์
รดน้ำทิพย์จากแจกันนั้นเพื่อชำระมลทิน และผานกู่ก็กลายเป็นผลท้อ พระโพธิสัตว์ทรงนั้นผลท้อนั้นไปถวายพระพุทธองค์
ด้วยความเ้มตตาของพระองค์ จึงทรงช่วยผานกู่ให้กลับคือร่างเดิม หลังจากนั้นผานกู่ได้รับภารกิจของพระพุทธองค์ต่างๆ เช่น
สร้างพระอาทิตย์ สร้างพระจันทร์ สร้างดวงดาวเป็นต้น

แต่ด้วยชาวจีนเป็นคนกตัญญูรู้คุณ รู้ในพระคุณของผานกูซึ่งชาวจีนเชื่อว่าเป็นผู้สร้างโลก ด้วยพระคุณที่พระองค์ทำให้มีโลก
ให้เราได้อยู่อาศัย ชาวจีนจึงเคารพนับถือในตัวเทพผานกู่ ถูกยกย่องเป็นเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่

ผานกูเทพผู้แยกฟ้าแยกดิน ผานกูเทพบิดร ผานกูปฐมเทพ....



น้ำท่วมโลกในตำนานจีน



ตำนานจีน เจ้าแห่งสวรรค์คือเทียนเฉิน (Tien Shen) ที่ไทยเรียกว่า เง็กเซียนฮ่องเต้ ได้ทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ในโลก
เพื่อลงโทษมนุษย์ที่ชั่วร้ายผู้คนต้องไปซ่อนตัวตามภูเขา แย่งอาหารและที่อยู่กับสัตว์ร้าย ทำให้ต้องทนทุกข์ทรมาน
มีเทพเจ้าเพียงองค์เดียวในสวรรค์คือกุน (Gun) ซึ่งมีเมตตาต่อมนุษยชาติและรู้สึกว่าการลงโทษนี้รุนแรงเกินไปจึงขอร้อง
ให้เง็กเซียนฮ่องเต้ทำให้น้ำลด แต่ไม่เป็นผล




วันหนึ่งกุนไปพบนกฮูกและเต่าโดยบังเอิญ และเล่าปัญหาของเขาให้ฟัง สัตว์ทั้งสองแนะนำว่าเง็กเซียนมีวัตถุกายสิทธิ์
ซึ่งดูเหมือนก้อนดินธรรมดา หากกุนสามารถเอาวัตถุนี้โยนลงไปในน้ำ มันจะขยายตัวกลายเป็นเขื่อนกั้นน้ำได้ ซึ่งกุนก็
ฝ่าฟันอุปสรรคหาดินนี้มาได้ก้อนหนึ่งแล้วจึงลงไปยังโลกมนุษย์โยนก้อนดินลงไปในน้ำ ทันใดนั้นดินก็เริ่มโก่งตัวขึ้น
ไม่ช้าก็กลายเป็นภูเขากั้นน้ำเอาไว้ น้ำจึงแห้งสนิทเหล่ามนุษย์พากันปีติยินดี แต่เง็กเซียนโกรธมากจึงส่งเทพแห่งไฟ
ลงมาฆ่ากุน แล้วนำดินที่เหลือกลับไปสวรรค์ น้ำจึงท่วมโลกอีกครั้งหนึ่ง แม้กุนจะถูกฆ่าแต่วิญญาณของเขายังอยู่
เพื่อทำภารกิจให้เสร็จสิ้นมีชีวิตใหม่เกิดขึ้นในร่างของเขา




หลังจากเวลาผ่านไป 3 ปี โดยที่มนุษย์ที่เศร้าโศกคิดถึงกุนเฝ้าระวังร่างของเขาอยู่ เง็กเซียนก็ส่งเทวดาถือดาบลงมา
เพื่อทำลายร่างของกุน เมื่อคมดาบต้องร่างของเขามังกรร้ายก็โผล่ออกมา มังกรนี้คือ กู่ (Gu) ผู้เป็นลูกของกุนนั่นเอง
กู่ได้สานต่อภารกิจของบิดาจนสำเร็จและสามารถควบคุมน้ำท่วมได้ ตัวกู่เองกลายเป็นมังกรเหลืองและลงไปอยู่ที่ก้นทะเล


จะเห็นได้ว่า สาเหตุส่วนใหญ่ของน้ำท่วมโลกเนื่องมาจากความชั่วร้ายของมนุษย์ หรือเทพเจ้าต้องการทำลายล้างมนุษย์
แต่ก็มีคนดีจำนวนหนึ่ง ที่จะรอดจากมหาภัยนั้นและเป็นผู้สืบเผ่าพันธุ์มนุษย์ต่อไป โดยที่เขาได้รับการเตือนล่วงหน้าให้
เตรียมตัวรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น ผู้ที่เตือนอาจเป็นพระเจ้า เทพเจ้า หรือสัตว์เลี้ยงของมนุษย์ จำนวนวันที่ฝนตกก็จะ
แตกต่างกันไปแต่ละชาติ



จะมีตำนานอินเดียที่ค่อนข้างจะแปลกไปตรงที่สาเหตุที่น้ำท่วมไม่ได้เกิดจากความชั่วร้ายของมนุษย์ ตำนานที่เกี่ยวกับ
น้ำท่วมใหญ่นี้อาจมาจากข้อเท็จจริงที่ว่ากระแสน้ำและพายุฝนอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันขึ้นได้ในท้องที่บางแห่ง
โดยเฉพาะในที่ลุ่ม สามารถทำลายชีวิตและทรัพย์สินได้ในเวลาอันรวดเร็ว และส่วนใหญ่ผู้คนในสมัยโบราณก็จะ
ตั้งบ้านเรือนอยู่ใกล้แม่น้ำซึ่งสะดวกต่อการคมนาคม

การสิ้นโลกนี้ มีความเชื่อมาแต่โบราณว่าโลกเสื่อมลงตามลำดับ นาน ๆ ทีก็ต้องมีการชำระล้างสร้างใหม่กันเสียที
ตำนานที่เกี่ยวกับการสิ้นโลกนี้แพร่หลายทั่วไป บางครั้งกลายเป็นส่วนหนึ่งของศาสนา


หนังสือสกุลไทย ปีที่ ๕๔ ฉบับที่ ๒๗๘๐
ประจำวันอังคารที่ ๒๙ มกราคม พ.ศ.๒๕๕๑
ห้องสมุดสกุลไทย ความเชื่อ หน้า ๑๓๔ - ๑๓๕

ที่มา  :  https://www.thaienv.com/content/view/609/39/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09 มิถุนายน 2018, 17:22:20 โดย etatae333 »
นวดกระปู๋ นวดกระปู๋เชียงใหม่ นวดกระษัย ไซด์ไลน์ Sideline นวดน้ำมัน นวดอโรมา นวดแผนโบราณ อาบอบนวด ออน การบ้าน เรื่องเสียว ลายแทง หนังโป๊ AV เชียงใหม่