ผู้เขียน หัวข้อ: 9 บุคคลดังที่เป็นฮีโร่และจอมโจรในเวลาเดียวกัน  (อ่าน 475 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

etatae333

  • Administrator
  • เทพเจ้าราตรี
  • *
  • กระทู้: 18066
  • Country: th
  • คะแนนจิตพิสัย +9/-0
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด
    • cmxseed

9 บุคคลดังที่เป็นฮีโร่และจอมโจรในเวลาเดียวกัน
cr. Cammy แปลและเรียบเรียง

แหละนี้คือ 9 อันดับ บุคคลดังที่น่าสนใจ ที่ประวัติและวีรกรรมของพวกเขาอยู่นอกเหนือกฎหมาย
ทางการเรียกพวกเขาว่าจอมโจร แต่ชาวบ้านกลับเห็นเป็นวีรบุรุษที่ได้รับความนิยม

 
9. Belle Starr


 
เบล สตาร์(5 กุมภาพันธ์ 1848-3 กุมภาพันธ์ 1889) เป็นโจรผู้หญิงชาวอเมริกาที่ผิดกฎหมายทุกอย่างเพื่อหากำไร
โดยเธอเกิดรัฐมิสซูรี่ ครอบครัวของเธอย้ายไปเท็กซัส ตอนเป็นวัยรุ่นเธอมักโอ้อวดเรื่องของตนเองให้คนอื่นฟังมากมาย
เธอเก่งเรื่องการขี่ม้าและไม่กี่ปีต่อมาเธอก็ได้ตั้งแก๊งเพื่อทำผิดกฎหมายขึ้น โดยก่ออาชญากรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น
ปล้นธนาคาร ลักขโมย และต่อต้านผู้ใช้กฎหมาย โดยคำพูดติดปากของเธอคือ


“ฉันเป็นเพื่อนกับคนนอกกฎหมายที่กล้าหาญและสุภาพทุกคน”

ชีวิตของเธอแต่งงานกับสมาชิกในแก๊งหลายครั้ง และโดนทางการทลายแก๊งหลายครั้ง แต่เธอก็จะตั้งแก๊งขึ้นมาใหม่ทุกครั้ง
เนื่องจากเธอพบว่าชีวิตโจรนั้นร่ำรวยกว่างานใดๆ นอกจากนี้เธอยังเรียนรู้การใช้เงินสิบบนและมารยาหญิงในการช่วยลูกน้อง
ที่ถูกจับ เธอมักเอาตัวเขาแลกกับคนใหญ่คนโตผู้พิพากษาเพื่อเกิดความพึ่งพอใจลดโทษแก่ลูกสมุน

แต่สุดท้ายเบลล์ฉายา “ราชินีแห่งจอมโจร” ก็สิ้นสุดลงหลังการสามีคนล่าสุดของถูกประหารชีวิต และ 3 กุมภาพันธ์ 1889
เธอก็ถูกฆ่าตายในขณะที่เธอกำลังขี่ม้าออกจากบ้านของเธอ โดยเธอถูกซุ่มโจรตี หลักจขกาที่เธอถูกยิงตกรถม้าเธอก็ถูกยิง
อีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าเธอตายสนิทแล้ว เบลล์เสียชีวิตอย่างโดดเดียว ในขณะที่เธออายุ 41 ปี และเรื่องราวของเธอถูกนำไป
สร้างเป็นภาพยนตร์มากมายในเวลาต่อมา







8. Ned Kelly



เเน็ด เคลลี่ (1854-1880) ชาวไอรีชที่อาศัยในออสเตรเลียในศตวรรษที่ 19 ถูกบีบบังคับให้การเป็นโจร ซึ่งในตอนนั้นเขา
เป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาในรัฐวิคตอเรีย พ่อของเขาโดนใส่ร้ายโดนตำรวจชั่ว จนเป็นเหตุทำให้เขาต้องฆ่าตำรวจตายสามศพ
(เหตุเกิดในปี 1878) และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเขาจึงตั้งตนเป็นโจรต่อสู้กับเหล่าเจ้าหน้าที่บ้านเมืองที่คอยกด ขี่ข่มเหง
ประชาชนผิดชอบปล้นธนาคาร และฆ่าตำรวจสามนาย และถูกหมายจับทั่วออสเตรเลีย


28 มิถุนายน ค.ศ.1880 เน็ด เคลลี่ และแก๊งของเขาเผชิญหน้าครั้งสุดท้ายกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่โรงแรม เกลนโรแวน 
เขาและพรรคพวกจับตัวประกันกว่า 70 ชีวิต ซึ่งภายนอกโรงแรมเต็มไปด้วยตำรวจหลายสิบนายที่แห่มาจับกุม ตำรวจทำการ
ระดมกระสุนปืนหลายนัดยิงเข้าไปในโรงแรมในความมืดจนถึงเช้า เน็ด เคลลี่ และแก๊งเขาจนมุม จากนั้นเหล่าตำรวจก็หวังว่า
เขาและพวกจะยอมมอบตัว

แต่แล้วเน็ด เคลลี่ก็ทำให้ตำรวจแปลกใจ และตะลึงสิ่งที่เห็น

เน็ด เคลลี่ออกจากประตูโรงแรมคนเดียวในรูปลักษณ์ที่แสนแปลกตาเขาสวมชุดเกราะ ประดิษฐ์คลุมตั้งแต่หัวจรดต้นขา
ซึ่งประกอบกันเข้าแบบหยาบๆ แต่มันก็กันกระสุนได้ดีพอสมควร(ใครวาดภาพไม่ออกขอให้นึกถึงชุดเกราะไอออนแมน
เวอรชั่นออฟกัน) เน็ด เคลลี่คนเดียวในชุดเกราะเปิดศึกกับตำรวจนับร้อยด้วยปืนสั้นกระบอก เดียว(อย่างที่เห็นในภาพ)
แม้ชุดเกราะมันจะกันกระสุนแต่มันก็ทำให้เขางุ่มง่ามทำให้เขาโดนกระสุนหลาย นัดที่ระดมเข้าไปในชุดเกราะของเขาเต็มๆ
หลายนัดจนเซไปข้างหน้า ท่ามกลางห่ากระสุนหลายฝ่ายคิดว่าเคลลี่ตายโหงไปแล้ว

แต่เหลือเชื่อหลังสิ้นสุดกระสุนปืน(เคลซี่โดนตำรวจยิงที่ขาจนล้ม) ตำรวจทำการตรวจสอบพบว่าเขายังมีลมหายใจอยู่.....

เน็ด เคลลี่ถูกตำรวจจับกุม ส่วนลูกน้องถูกตำรวจจับได้บางส่วน ในขณะที่อีกจำนวนหนึ่งโดนตำรวจฆ่าจากการหลบหนี
อย่างไรก็ตามต่อมา เน็ด เคลลี่ ถูกแขวนคอข้อหาฆ่าตำรวจตาย คำพูดสุดท้ายของเขาคือ "นี้แหละชีวิต" ส่วน ตำรวจ
ที่รังแกครอบครัวเคลลี่ในตอนแรกโดนไล่ออกในเวลาต่อมา จากนั้นเคลลี่ก็กลายเป็นตำนานเสือใบต้นแบบที่ทุกคนมองว่า
เขาเป็นวีรบุรุษ ประจำชาติมากกว่าวายร้ายของประเทศออสเตรเลีย

 






7. Dick Turpin


 
เริชาร์ด(ดิก)เทอพิน(1705-7 เมษายน 1739) เป็นนักดักปล้นคนสัญจร ที่ผ่านถนนระหว่างลอนดอนไปเคมบริด์ ในช่วง 1730
ซึ่งสมัยนั้นการคมนาคมไม่สะดวกต้องใช้การเดินเท้าและพาหนะม้าและรถม้าเป็นหลัก ในอดีตเขาทำงานเป็นคนขายเนื้อเหมือนบิดา
จนกระทั้งเขาขโมยม้าและเขาร่วมแก๊งลักขโมย ก่อนพัฒนามาเป็นนักดัดปล้นและมีส่วนร่วมในก่ออาชญากรรมมากมายรวมไปถึงฆ่าคน
ทำให้ทางการตามจับกุมอย่างดุเดือด ส่งผลทำให้สมาชิกแก๊งของเขาถูกจับเกือบหมดในปี 1735 และเขาก็หายหน้าไปจากสังคมไป



จนกระทั้งในปี 1737 เขากลับมาอีกครั้งพร้อมคู่หนูใหม่ “ทอม คิง” ทั้งสองได้กลายเป็นวายร้ายที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดในตอนใต้
อังกฤษในเวลานั้น หากแต่สุดท้ายคิงก็ตายจากเขาจากเหตุทะเลาะกัน เป็นเหตุทำให้เขาเสียใจต่องการตายของคู่หูมากจนเลิกมา
เป็นโจรดักปล้นในที่สุด เขาหลีกหนีไปกลบดานทีร่หมู่บ้านยอร์คเชียร์ใช้ชื่อใหม่ว่า จอห์น ปาล์เมอร์


ต่อมาไม่นานเขาก็พบจุดจบ เมื่อเขาถูกจับในข้อหาเป็นโจรขโมยแกะกับม้า ความจริงคดีดังกล่าวเขาแค่เสียค่าปรับหรือจำคุกไม่กี่ปี
ก็ออกมาอย่างง่ายดายโดยไม่รู้ว่าเขาคือ ดิก เทอพิน โจรดักปล้นที่โด่งดัง ถ้าหากเขาไม่เขียนจดหมายไปขอความช่วยเหลือจาก
น้องชาย และเขาดันลืมจ่ายค่าไปรษณีย์ และน้องชายจำมือเขาไม่ได้ เลยปฏิเสธจ่ายค่าจดหมาย

แต่ครูเก่าในหมู่บ้านแห่งนั้นดันจำลายมือเขาได้ เป็นลายมือของเด็กในห้องเมื่อหลายปีก่อน ชื่อของเขาคือ ดิก เอพิน ครูเลยไปที่ยอร์ค
เพื่อรับเงินรางวัลในการจับเทอพินมาลงโทษ ส่งผลทำให้เพอพินได้รับโทษประหารโดยการแขนคอในที่สุด

ในวันที่ประหารดิก เทอพินนั้น เขาได้โบกเมือและส่งรอยยิ้มแก่ประชาชนที่มามุมดูการประหารของเขา เมื่อเขาถูกแขวนบ่วงแขวนคอ
เขาได้พูดแก่ฝูงชนสามสิบนาที เพื่อสร้างความบังเทิงเป็นครั้งสุดท้าย แล้วเขาก็คว้าห่วงและก็กระโดดออกจากบันได เขาตายภายในห้านาที
หลังจากนั้นและเรื่องราวของเขาได้ปรากฏในตำนานเรื่องเล่าจนถูกนำมาสร้างเป็นละครในศตวรรษที่ 18 และ 19 และในภาพยนตร์
โทรทัศน์ในศตวรรษที่ 20 ซึ่งเนื้อหามีการเพิ่มสีสันแตกต่างจากเรื่องจริงโดยสิ้นเชิง

 




6. Ishikawa Goemon


 
โกเอมอนมีชื่อเต็มว่า อิชิคาวา โกเอมอน (1558-1594) เขาเป็นวีรบุรุษนักรบนินจาและจอมโจร ที่มีชื่อเสียงในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น
ที่เขาชอบขโมยทองคำและของมีค่าไปแจกคนยากจน 


ในประวัติศาสตร์มีข้อมูลประวัติชีวิตของเขาน้อยมาก ดังนั้นเรื่องราวของเขามักจะเป็นพวกตำนานพื้นบ้านหรือเรื่องราวเสริมแต่ง
มากกว่า เขามีชื่อเสียงโด่งดังจากการโดนลงโทษประหารโดยการถูกประหารชีวิตด้วยการถูกต้มลงน้ำเดือดจนตายพร้อมกับลูกชาย
หลังจากที่ลอบสังหาร โทโยโทมิ ฮิเดโยชิ แต่ทำไม่สำเร็จ

ในตำนานเล่าว่าโกเอมอนพยายามลอบสังหารฮิเดโยชิ เนื่องจากต้องการล้างแค้นภรรยาและจับลูกชายของเขาไป เขาได้เข้าห้องนอน
และกำลังลงมือฆ่าฮิเดโยชิอยู่แล้ว หากแต่เขาต้องตกใจกับเสียงเคาะระฆัง และพวกซามูไรก็เข้าห้องจับกุมเขาอย่างรวดเร็ว เขาถูก
พิพากษาให้ถูกต้มในน้ำเดือดทั้งเป็นจนกว่าจะตาย ที่วัดนันเซนจิในเกียวโต โดยตำนานกล่าวไว้ว่าโกเอมอนได้อุ้มลูกชายเหนือน้ำ
จนกระทั่งตัวตาย อ่างอาบน้ำที่มีรูปทรงกะทะในประเทศญี่ปุ่นได้ตั้งชื่อตามว่า เกโอมอนบุโระ






 
5. Salvatore Giuliano


 
เซาลวาทอร์ (16 พฤศจิกายน 1922-5 กรกฎาคม 1950) เป็นชาวนาชาวซิซิลีที่ผันตัวเองเป็นโจร อันเนื่องจากความไม่เท่าเทียมในสังคม
ซาลวาทอร์เกิดเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 1922 ในหมู่บ้านตะวันตกของภูเขา Montelepre(ภูเขากระต่าย) ตอนเป็นเด็กเขาเป็นเด็กเรียนดี
แต่ด้วยสภาพสังคมทำให้เขาต้องถูกจำกัดทำอาชีพชาวนาเหมือนบิดาในขณะอายุ 13 ปี


ต่อมาเขาก็มีส่วนร่วมในการทำตลาดมืดขนส่งของผิดกฎหมายจนกระทั้งวันที่ 2 กันยายน 1943 เขาก็กลายเป็นคนนอกกฎหมายเพราะดัน
ไปฆ่าตำรวจเข้า เลยผันเป็นผู้นำกองโจร ซึ่ง ลูกน้องของเขาเป็นโจรฝีมือดีที่มีความสามารถทางการทหาร เขาได้รับฉายาว่าว่าเป็นโรบินฮูด
อันเนื่องจากพฤติกรรมของเขาที่ปล้นคนรวยช่วยคนจน นอกจากนี้เขายังเป็นสมาชิกกลุ่มเคลื่อนไหวอิสรภาพแห่งซิซิลี ที่พยายามทำให้
เกาะซิซิลีเป็นเอกราชจากรัฐบาลอิตาลี

ชีวิตของเขาส่วนใหญ่ต้องดิ้นรนต่อสู้กับทหารหลบหนีถูกไล่ต้อนจนกระทั้งกลายเป็นโจรภูเขาสุดท้ายของเกาะซิซิลีที่ต่อต้านคอมมัวนิสต์
และสุดท้ายเขาก็ถูกฆาตกรรม ในช่วงขณะนอนหลับในวันที่ 5 กรกฎาคม 1954 โดยลูกพี่ลูกน้องของเขาเอง ที่ได้รับคำสั่งมาเฟียในปาแลร์โม
แม้ทุกวันนี้เขาจะตายไปนานแล้วก็ตามแต่ผู้สูงอายุในหมู่บ้านภูเขารอบๆ ปาแลร์โมของเขายังคงร้องเพลงสรรเสริญเขาอยู่ และเรื่องราว
ของเขาได้รับความสนใจไปทั่วโลกเนื่องจากเขามีเป็นคนหน้าตาหล่อเหลา ถึงขั้นเคยขึ้นชื่อติดอันดับในนิตยสารไทม์มาแล้ว





4. Billy the Kid



บิลลี่ เดอะ คิด (23 พฤศจิกายน 1859-14 กรกฎาคม 1881)  มีชื่อจริงว่า เฮนรีแม็คคาร์ธี แต่กระนั้นดูเหมือนว่า เจ้าเด็กน้อยบิลลี่
(เนื่องจากเขาสูงเพียง 175 ซม.) จะมีชื่อเสียงกว่าชื่อจริงของเขาเสียอีก ในสมัยเขายังเป็นเด็กนั้นเขาก็มีชีวิตต้องต่อสู้กับสภาพสังคม
ถูกจับคดีลักทรัพย? และหนีคุก แล้วเริ่มใช้ชีวิตอยู่ในทะเลทรายทางตะวันตกเฉียงใต้และเหนือของเม็กซิโก


เขาเก่งเรื่องการขี่ม้าและฆ่าคนครั้งแรกเมื่อ 17 สิงหาคม 1877 จนบิลลี่เดอะคิดได้กลายเป็นคนนอกกฎหมายที่มีชื่อเสียงในยุคศตวรรษที่ 19
ในชายแดนอเมริกาตะวันตกเฉียงใต้ ตามตำนานบอกว่าเขาฆ่าคนไป 21 คน ซึ่งโดยความจริงแล้วเขาแค่ฆ่าคนไปเพียง 14 หรือ 9 คนมากกว่า
ภาพลักษณ์ในขณะนั้นเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไป โดยความเตี้ย 175 ซม. ตาสีฟ้า ฟันที่โดดเด่น แต่งตัวเรียบร้อย และสวมหมวกเม็กซิกันปีกกว้าง
นอกจากนี้เขายังเก่งภาษาเม็กซิกันและเป็นที่นิยมของผู้หญิงเม็กซิกัน

เขาหลบหนีการจับกุมของเจ้าหน้าผู้รักษากฎหมายมาหลายครั้ง จนกระทั้งวันที่ 14 กรกฎาคม 1881 บิลลี่เดอะคิดก็ถึงคราวอวสานเขาตาย
หลังจากดวลปืนกับนายอำเภอและเจ้าหน้าที่ที่มาล้อมจับเขา แม้ว่าบิลลี่เดอะคิดจะตายแต่เรื่องราวของเขาก็ยังคงอยู่และมีการเสริมแต่งให้จน
เกินเลยความจริงไปบ้างเพื่อให้ภาพพจน์ของเขาเป็นวีรบรุษที่กล้าหาญ


 
 



3.Lampião
 


Lampião (เป็นภาษาโปรตุเกสแปลว่า “ตะเกียงน้ำมัน”)เป็นชื่อเล่นของ "Captain" Virgulino Ferreira da Silva เป็นผู้นำที่มีชื่อเสียง
ของกลุ่ม Cangaço ซึ่งเป็นกลุ่มเที่ยวปล้นสะดมและผิดกฎหมาย ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของบราซิล ในปี 190 และ 1930


Virgulino เกิดในปี ค.ศ.1897 ในภาคตะวันออกเฉียงใต้ของรัฐ Pernambuco พ่อของเขาถูกตำรวจฆ่าตาย ทำให้เขาโกรธแค้นเจ้าหน้าที่
ทางการมาก จนเขาได้กลายเป็นโจรที่ชอบฆ่าตำรวจและทหารในขณะที่ 25 ปี จนกระทั้งโด่งดังจนกลายเป็นหัวข้อพาดหัวข่าวที่ยอดนิยม
ของหนังสือพิมพ์บราซิล

Virgulino ค่อนข้างเป็นคนที่ซับซ้อนและโหดร้าย เขาและพรรคพวกมักออกปฏิบัติการปล้นสะดมหมู่บ้านขนาดเล็กในเจ็ดรัฐของบราซิล
อยู่บ่อยๆ เรื่องผิดกฎหมายกลุ่มของเขาทำหมดไม่ว่าจะเป็น จับตัวประกัน ทรมาน วางเพลิง ข่มขืนผู้หญิงที่เกี่ยวข้องกับตำรวจหรือทหาร
หรือแม้กระทั้งควักดวงตามนุษย์ ด้วยมีดและตัดลิ้นผู้หญิง

โดยจำนวนสมาชิกกลุ่มของเขามีประมาณ 50 คน ทุกคนติดอาวุธหนัก สวมชุดหนังรวมทั้งหมวก เสื้อ รองเท้า กางเกงขายาวซึ่งกลุ่มนี้
เก่งเรื่องการต่อสู้แบบกองโจรสามารถต่อสู้กับกองทหารอาสาสมัครหรือตำรวจพิเศษได้ถึง 200 คน แต่กระนั้นกลุ่มนี้ก็สิ้นสุดลงเมื่อวันที่
28 กรกฎาคม 1938 เมื่อเขาและกลุ่มของเขาถูกหักหลังโดยผู้สนับสนุนและถูกซุ่มโจรตี เขา คนรักและพรรคพวกถูกฆ่าตาย และหลังจาก
ที่เขาตาย ทางการได้ตัดศีรษะของเขาและถูกส่งไปตรวจสอบที่ซัลวาดอ รัฐบาเยีย ก่อนที่จะถูกส่งตัวไปให้ครอบครัวเพื่อฝังตามพิธี

 




2.Pancho Villa


 
เนายพลปานโช วีญ่า(1878-1923) เป็นผู้นำฝ่ายกบฏชาวพื้นเมืองทางภาคเหนือของเม็กซิโก ผู้ก่อการปฏิวัติล้มล้างอำนาจของ
ประธานาธิบดีปอร์ฟีรีโอ ดีอัซ (Porfirio Diaz) เมื่อ ค.ศ. 1911 โดยเขาได้รับการสนับสนุนจากคนยากจนและต้องการที่จะปฏิรูป
ระบบเกษตรกรรม แม้ว่าเขาจะเป็นนักฆ่า โจร และผูนำปฏิวัติ แต่หลายคนจดจำเขาในฐานะพระเอกพื้นบ้าน หลังการตายเขาก็ถูก
ขัดขวางจากทางรัฐบาลไม่ให้ยอมรับเขาว่าเป็นวีรบุรุษของชาตินานถึง 20 ปี แต่กระนั้นชาวเม็กซิโกและคนทั่วโลกก็ไม่เคยลืมเขา


ปานโช วีญ่า  เป็นลูกชายคนโต ของครอบครัวชาวนา เขาเติบโตมาท่ามกลางความแตกต่างของชนชั้นและความไม่เท่าเทียมกันในสังคม
เมื่อเขาอายุได้ 15 พ่อของเขาเสียชีวิต ทำให้ภาระตกอยู่ที่เขาในการหาเลี้ยงครอบครัวที่มีแม่ และน้องสาวอีก 3 คนให้ดูแล จนกระทั้ง
เขาอายุ 16 ปี วันหนึ่งในขณะที่เขากลับมาบ้านเขาพบว่าเจ้าของที่ดินกำลังข่มขืนน้องสาววัย 12 ขวบของเขา วิญ่าเลยคว้าปืนพก
ยิงเจ้าของที่ดินตายแล้วหนีไปยังภูเขา

ในระหว่าง 1894-1910 เขาได้ใช้เวลาส่วนใหญ่ในการหนีเอาตัวรอดในหุบเขา ก่อนที่จะเริ่มรวบรวม สมัครพรรคพวก ตั้งตัวเป็น
หัวหน้าโจรโดยเขามักปล้นทรัพย์สิน เงินทอง แจกจ่าย คนยากจนเสมอทำให้กองกำลังของเขา เติบใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ชาวบ้าน
ยกย่องว่าโรบินฮู้ดสมัยใหม่ ชื่อเสียงของเขาโด่งดังขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั้งวิญ่ามีความคิดที่จะปฏิวัติโดนการรบแบบกองโจรในการต่อสู้
กองกำลังของประธานาธิบดีปอร์ฟีรีโอ ดีอัซที่ทำให้เม็กซิโกประสบปัญหาความทุกข์ แต่สุดท้ายก็ล้มเหลว เขาถูกจำคุกแต่สุดท้าย
ก็หนีมาได้ และออกจากเส้นทางปฏิวัติในปี 1920 แต่ก็เกษียณสั้นๆ ก่อนที่เขาจะถูกยิงตายเมื่อ 20 กรกฎาคม 1923




 
1.Phoolan Devi



ผูลัน เทวี ( 10 สิงหาคม 1963 - 25 กรกฏาคม 2001)เกิดเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 1963
ในแคว้นอุตระประเทศทางตอนกลาง
ของอินเดีย ในครอบครัวที่วรรณะต่ำที่ยากจน เธอแต่งงานขณะอายุ 11 ปีกับคนที่แก่กว่าเธอถึงสามรอบ แต่ต่อมาก็ถูกยกเลิกเพราะ
สามีคิดว่าเธอเป็นต้นเหตุทำให้ครอบครัวของเขายากจนลง เธอจึงกลับไปหาครอบครัวแต่กระนั้นสิ่งที่ได้รับคือครอบครัวขอร้องให้
เธอฆ่าตัวตายเสีย เพื่อปกป้องชื่อเสียงและเกียรติยษของตระกูล เมื่อถึงเธออายุ 20 ก็ถูกทำร้ายทางเพศจากคนที่มีวรรณะสูงกว่า
ในหมู่บ้าน จนต้องหันมาใช้มาก่ออาชญากรรม


ในปี 1979 เธอถูกจำคุกในหมู่บ้านหมู่บ้าน Behmai ซึ่งเป็นหมู่บ้านของพวก Thakurs วรรณะสูง  และแต่ละคืนในช่วงสองสัปดาห์
เธอก็ถูกรุมข่มขืน จนกระทั้งสามสัปดาห์ให้หลังเธอก็หลบหนีและตั้งกองโจรขึ้น

เกือบสองปีที่ ผูลัน เทวี ปล้นชาวบ้าน จนกระทั้งก็ถึงเวลาแก้แค้นของเธอเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 1981 เธอกับพรรคพวกในแก๊ง
แต่งตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้วเดินเข้าไปในหมู่บ้าน Behmai และเรียกคนในหมู่บ้านออกมาพบ เธอบอกให้ส่งตัวคนที่ข่มขืนเธอ
เมื่อปี 1983 ออกมา แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่ให้ความร่วมมือ เธอเลยโกรธและได้สังหารคนในที่แห่งนั้นถึง 22 คนเสีย และนี้คือ
การสังหารหมู่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดโดยโจรแห่งอินเดีย


สองปีหลังจากเหตุการณ์สังหารหมู่ครั้งนั้น พรรคพวกเธอหลายคนถูกยิงตายในการต่อสู้กับกลุ่มศัตรูคู่อาฆาต หรือไม่ก็ในการเผชิญหน้า
กับตำรวจ เธอทนไม่ไหวจึงได้เจรจาต่อรองที่จะยอมมอบตัวกับทางการเมื่อปี 1983 ในช่วงนั้นสุขภาพของเธอไม่ดี อีกทั้งลูกน้อง
สมาชิกส่วนใหญ่ของเธอก็ตายก่อนหน้านี้แล้ว ทำให้ได้รับโทษเบา หลังจากที่เธอได้รับจำคุก 11 ปี แล้วก็ออกจากคุกและยืนยันว่า
เธอได้กลับเนื้อกลับตัวเป็นคนดีและได้รับเลือกให้เข้ารัฐสภาอินเดีย และพยายามสร้างชื่อเสียงด้วยนโยบายช่วยเหลือผู้กดขี่ในประเทศ
อินเดีย

วันที่ 25 กรกฎาคม 2001 ผูลัน เทวี ถูกยิงในขณะที่ออกจากรถของเธอเพื่อไปที่อยู่อาศัยใหม่ในนิวเดลีและเธอก็สิ้นใจในเวลาต่อมา
โดยคนที่ฆ่าเธอสารภาพว่าเป็นการล้างแค้น 22 ชีวิตที่ถูกเธอฆ่าที่หมู่บ้าน Behmai และเรื่องราวประวัติชีวิตของเธอได้ถูกทำเป็น
ภาพยนตร์จนได้รับประสบผลสำเร็จในอินเดียและประเทศตะวันตก



 
ข้อมูลจาก
https://www.oddee.com/item_96687.aspx
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 03 มีนาคม 2018, 14:53:31 โดย etatae333 »
นวดกระปู๋ นวดกระปู๋เชียงใหม่ นวดกระษัย ไซด์ไลน์ Sideline นวดน้ำมัน นวดอโรมา นวดแผนโบราณ อาบอบนวด ออน การบ้าน เรื่องเสียว ลายแทง หนังโป๊ AV เชียงใหม่