Hawley Harvey Crippen เรื่องเศร้าของหมอฆ่าเมีย

ผู้เขียน หัวข้อ: Hawley Harvey Crippen เรื่องเศร้าของหมอฆ่าเมีย  (อ่าน 563 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

etatae333

  • Administrator
  • เทพเจ้าราตรี
  • *
  • กระทู้: 18227
  • Country: th
  • คะแนนจิตพิสัย +9/-0
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด
    • cmxseed
Hawley Harvey Crippen เรื่องเศร้าของหมอฆ่าเมีย
« เมื่อ: 15 ธันวาคม 2017, 16:44:25 »

Hawley Harvey Crippen เรื่องเศร้าของหมอฆ่าเมีย


หมอกเที่ยงคืน, มหานครลอนดอน, โครงกระดูกในหลุมใต้ดิน, คู่รักที่กำลังโดยสารเรือข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก
และโศกนาฏกรรมแห่งความรัก สิ่งเหล่านี้เมื่อมารวมกันกับกลายเป็นนิทานชั้นดีอย่างเหลือเชื่อ


และที่สำคัญมันคือเรื่องจริง..........
 
 
ฮอว์ลี่ย์ ฮาร์วี่ย์ คริปเปน (Hawley Harvey Crippen)


 
ฮอว์ลี่ย์ ฮาร์วี่ย์ คริปเปน เกิดเมื่อปี 1862 ที่โคล์ดวอเตอร์ รัฐมิชิแกน สหรัฐอเมริกา เขาเป็นคนรูปร่างเล็ก
ท่าทางกระฉับกระเฉง บุคลิกดี เป็นที่รักของคนรอบข้าง นอกจากนี้ยังฉลาดมีความรู้สูง เขาได้รับการศึกษา
แพทย์จากเมืองโอไฮโอ สหรัฐฯ แล้วไปต่อที่นิวยอร์ค ได้ประกาศนียบัตรสองไป แต่เขาไม่มีสิทธิประกอบ
อาชีพแพทย์ เนื่องจากแพทย์สภาไม่ยอมรับโดยให้เหตุผลว่าเขาสอบเทียบแพทย์จริงหรือไม่


ปี 1883 คริปเปน อายุ 21 ปี เขาเข้ามาเรียนแพทย์ต่อที่ลอนดอน แต่ไม่มีหลักฐานว่าเขาเรียนอยู่นานเท่าไหร่
ทราบแต่ว่า ปี 1890 เขากลับไปสหรัฐ รัฐยูทาร์ มีภรรยาและลูกที่นั้น แต่ไม่นานก็ได้ตาย เขาทิ้งลูกชายให้
ยายเลี้ยงที่รัฐเคลิฟอร์เนีย

และในช่วงนี้เองที่คริปเปนย้ายทีอยู่ไปเรื่อยๆ จนมาหยุดที่นิวยอร์ค เขาได้พบหญิงสาวคนหนึ่งนามว่า
ดอร่า เทินเนอร์ เพิ่งอายุ 17 เชื้อสายลูกครึ่งยิวโปแลนด์  แต่เมื่อดูประวัติก็พบว่าเธอแต่งงานและหย่า
มาหลายครั้งจนน่าตกใจ

แต่กระนั้นความรักทำให้คนตาบอดคริปเปนหลงรักดอร่า ตั้งแต่แรกเห็น เขาขอแต่งงานกลับเธอ โดยไม่รู้เลย
ว่าเธอคนนี้แหละที่ทำให้ชีวิตเขาเปลี่ยนตลอดกาล หลังแต่งงานคริปเปน ได้งานทำที่ฟิลาเดลเฟีย ทำงาน
ขายยาอยู่กับบริษัทมันยั่น โดยความขยันและทำงานเก่งทำให้ได้เลื่อนตำแหน่งให้มาทำงานสาขาบริษัท
มั่นยั่นสาขาอังกฤษเมื่อปี 1900 ถนนแชฟบิวรี่ ลอนดอน คริปเปน ย้ายมาอยู่ที่นั้นพร้อมกับภรรยา ทั้งสอง
เช่าบ้านอยู่ที่เซ้าท์ เกรสเซ้นต์ กลางมหานครลอนดอน



ชีวิตมรสุมของคนทั้งสองดำเนินไม่ค่อยราบรื่นนัก โดยเฉพาะปัญหาด้านการเงินไม่พอ เนื่องจากดอร่า ภรรยาเขา
นับวันนับวันเริ่มเผยนิสัยจริง จากสาวสวยกลายเป็นหมูป่าเจ้าอารมณ์ เพราะสวาปามอาหารมากเกินจำเป็น
ชอบเครื่องประดับราคาแพง ทำให้หมอคริปเปน ต้องทำงานหนักยิ่งขึ้นโดยรับงานเป็นทันตแพทย์และหมอตำแย
เพิ่มเติม


ในช่วงนั้นภรรยาของเขาเกิดมีความฝันอยากเป็นนักร้องโอเปร่า ทั้งๆ ที่เสียงของเธอเล็กไม่เหมาะกับอุปรากรเลย
เธอเปลี่ยนชื่อเป็น เบลเล่ เอลเม่อร์ และพยายามหางานทำที่โรงละครและประสบผลสำเร็จพอสมควร ซึ่งสิ่งที่
ดึงดูดตัวเธอนั้นคือลักษณะท่าทางที่สง่างาม พูดอังกฤษสำเนียงคนนิวยอร์ค และด้วยความสามารถนี้เธอก็ได้งาน
เป็นเหรัญญิก ของสโมสรดนตรีหรูหรา มิวสิค ฮอล เลดี้ส์ กิลด์ และช่วงหมอคริปเปนทำงานในอเมริกา

ก็ได้ชู้ใหม่ชื่อบรูซ มิลเลอร์ เป็นนักร้องชาวอเมริกัน

และนี้คือคำให้การของคริปเปนที่กล่าวถึงภรรยาของเขา
“ถึงแม้เราจะอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข แต่บ่อยครั้งเธอมักมีอารมณ์รุนแรงและมักขู่จะทิ้งผม เธอบอกว่าเธอมี
ผู้ชายคนใหม่ เธอจะไปหาเขาและจบเรื่องของเรา เธอเข้าออกบ้านตามใจชอบ และทำในสิ่งที่เธอต้องการ
ผมเป็นผู้ชายที่โดดเดี่ยวอ้างว้างและทุกข์แท้ๆ”


คริปเปนกลับมาอยู่ลอนดอนอีกครั้ง เขาพยายามทำงานในบริษัทมันยั่นหลายตำแหน่ง แต่เขาไม่ประสบความสำเร็จเลย
เขาเริ่มผละจากงานขายยาทำงานอะไรเรื่อยเปื่อย เข้าออกอยู่หลายบริษัท ในที่สุดก็ได้งานทำฟันปลอม และที่นั้น
เขาก็ได้พบผู้หญิงที่เปลี่ยนชีวิตเขา อีเธอ เลเนฟ พนักงานพิมพ์ดีด เธอเป็นผู้หญิงเงียบๆ และมีความเป็นสุภาพสตรี
ไม่เหมือนดอร่าภรรยาเจ้าอารมณ์ของเขา

คริปเปน และ ดอร่า ย้ายบ้านมาอยู่ที่บ้านเลขที่ 39 ฮิลทอบ เครสเซนท์ มันเป็นบ้านหลังใหญ่ทึมๆ ทางตอนเหนือ
ของลอนดอน ทั้งสองเช่าเฉพาะบ้านชั้น 2 และชั้นสาม ในขณะที่หมอคริปเปนมีรายได้เพียง 3 ปอนด์ แต่กลับมี
เงินมาเลี้ยงเพื่อนฝูง และซื้อเสื้อขนสัตว์เพชรพลอยให้ภรรยาของเขาอย่างฟุ่มเฟือย

(เชื่อว่าหมอคริปเปนอาจหาเงินจากการขายยาปลอม)
   



ดอร่าภรรยาเจ้าอารมณ์

เมื่อล่วงถึงปี 1910 คริปเปนมีปัญหาเรื่องการเงินหลายๆ อย่าง เขาเบิกเงินมากเกินไป และเขายังได้รับ
จดหมายเตือนจากธนาคารว่า ดอร่าถอนเงินเกินในบัญชีเป็นจำนวนเงิน 600 ปอนด์  ทำให้หมอคริปเปน
ต้องแก้ปัญหาโดยทำบ้านเป็นโรงแรมย่อมๆ แบ่งห้องให้คนมาเช่า นอกจากนั้นเขายังสูญเสียตำแหน่ง
ผู้จัดการบริษัท และได้รับเงินเพียงแค่ส่วนแบ่งจากการขายเท่านั้น


มองจากภายนอกแล้วครอบครัวของคริปเปนดูจะมีความสุขอยู่หรอก แต่ถ้าหากมองลึกๆ แล้วกลับไม่ใช้อย่างที่คิด
ภายในครอบครัวของคริปเปนแล้วมีแต่ความทุกข์แสนสาหัส เมื่อดอร่าเริ่มจับได้ว่า หมอคริปเปนมีเมียน้อย
เธอขู่ว่าเธอจะทิ้งเขา ซึ่งมันก็น่าดีใจหรอกถ้าหมอคลิปเปนจะพ้นเงื้อมมือภรรยาหมูตอนตัวนี้ไปได้ หากเธอ
ไม่ตั้งเงื่อนไขว่า ถ้าเธอไปทุกอย่างในบ้าน และเงินบัญชีธนาคารซึ่งฝากในนามดอร่า จะเป็นของเธอทั้งหมด
ส่วนสิ่งที่หมอคริปเปนได้คือหนี้สินทั้งหมดของครอบครัว หมอต้องใช้หนี้เอาเอง


คริปเปนต้องทนอยู่กับภรรยาดอร่ามานานหลายสิบปี ยอมให้ภรรยาเป็นใหญ่ในบ้าน เธอควบคุมการเงินใน
ครอบครัวไว้หมด เธอเป็นคนเลือกซื้อเสื้อผ้าให้เขาใส่ ทั้งเสื้อ กางเกง หรือแม้กระทั้งกางเกงใน หมอคลิปเปน
มีฐานะเหมือนคนใช้ผู้ซื่อสัตย์ เวลามีแขกมาต้องขัดรองเท้าให้แขก ยกอาหารมาเสริฟก่อนไปทำงาน
และเมื่อดอร่าขู่ว่าจะแยกทางกัน และยังบอกด้วยว่าเงินที่เขาหามาได้ต้องตกเป็นของเธอทั้งหมด

แผนการกำจัดภรรยาเริ่มขึ้นแล้ว!!



วันที่ 19 มกราคม 1910 คริปเปนสั่งซื้อยาไฮออสซิน ไฮโดรโบรไมด์(เป็นยาที่ออกฤทธิ์มึนเมา ใช้ในกรณีคนป่วย
มีอาการทุกข์ทรมานทางร่างกายและจิตใจ) ปริมาณ 5 เกรนจากร้านขายยา หลุยส์ แอนด์ เบอร์โร่ว์


หมอคริปเปนยังอดทนกับความอารมณ์ร้ายของภรรยาต่อไป แต่ในใจเขาเขาได้บอกว่ามันใกล้ถึงเวลาแล้ว
ขณะนี้เขามียาพิษที่สามารถฆ่าเธอได้ (ภายหลังหมอคริปเปนถูกจับกุม เขาแก้ต่างว่าเขาซื้อยาดังกล่าว
เพื่อลดอารมณ์ทางเพศของภรรยาลงเสียบ้าง)

และวันที่ 1 กุมภาพันธ์นี้เอง เป็นวันที่หมอคลิปเปนวางยาพิษเมีย

วันนั้นหมอคริปเปนและลอร่าเชิญเพื่อนมากินเลี้ยงที่บ้าน แขกในงานวันนี้มี นายและนางพอล มาร์ทีเนตตี้ เป็นอดีต
นักกายกรรม ซึ่งที่จริงก่อนถึงวันนัด นางมาร์ทีเนตตี้ไม่ค่อยสบายแต่หมอคริปเปนคะยั้นคะยอขอให้คนทั้งสอง
มาบ้านเขาให้ได้ หมอคริปเปนบอกว่า

“มาเล่นไพ่หน่อยคงจะช่วยให้ดีขึ้น”

อาหารค่ำวันนั้นจัดเลี้ยงที่ห้องใต้ดิน ซึ่งความจริงแล้วที่นี่เป็นที่รับประทานอาหารเช้าเพราะอยู่ใกล้ครัวและที่เก็บ
ถ่านหินสำหรับเตาผิง เมื่อทั้งหมดกินอาหารค่ำเสร็จแล้วก็เล่นไพ่กันจนถึงตีหนึ่งครึ่ง สามีภรรยามาร์ทีเนตตี้
ก็ถึงเวลากลับ เมื่อทั้งสองเดินออกจากบ้านมานั้น เขาหันไปโบกมืออำลา นางคริปเปนยืนอยู่ที่หน้าต่างชั้นสอง
เฮบอกแขกว่าเธอรู้สึกไม่ค่อยสบายจึงขอไม่ออกไปส่งที่หน้าบ้าน

และนั้นเป็นครั้งสุดท้ายที่ทั้งสองได้เห็นดอร่าขณะมีชีวิตอยู่……

เช้าวันต่อมาตอนใกล้เที่ยง คริปเปนไปเยี่ยมครอบครัวมาร์ทีเนตตี้เพื่อถามสารทุกข์สุขดิบ เมื่อทั้งสองถามเรื่อง
อาการของดอร่า หมอคริปเปนตอบว่า

“เธอสบายดีขึ้นแล้วครับ แถมยังฝากความคิดถึงมาถึงคุณด้วย”

วันรุ่งขึ้นเขาเอาแหวนตุ้มหูไปจำนำเป็นเงิน 80 ปอนด์ และ อีเธล เลเนฟ ชู้ของคริปเปนก็ย้ายมาอยู่บ้านของเขา
อย่างเปิดเผย สองวันต่อมามิวสิคฮอลได้รับจดหมาย 2 ฉบับ ซึ่งจ่าหน้าซองชื่อ เบลเล่ เอลเม่อร์(นามปากกาของดอร่า)
เธอเขียนว่าขอลาออกจากตำแหน่งเหรัญญิกของสโมสร และได้อธิบายสาเหตุการลาออกว่าเธอต้องกลับไปอเมริกา
เพราะญาติสนิทป่วยหนัก


ที่น่าสังเกตคือจดหมายทั้งสองฉบับนนี้เชียนโดยไม่ใช้ลายมือของดอร่า...

ผู้คนเริ่มซุบซิบนินทากัน จนถึงหูของนางมาร์ทีเนตตี้ ดังนั้นเมื่อมีเหตุการณ์พบคริปเปน เธอต่อว่าคริปเปนที่ไม่แจ้งข่าว
ดอร่ากลับอเมริกาให้เธอรู้ ซึ่งหมอคริปเปนอ้างว่าดอร่ามัวแต่ยุ่งอยู่หลายเรื่องจึงลืมบอก ในคืนวันที่พวกเราทานอาหารกัน
เขายังช่วยภรรยาจัดกระเป๋าอยู่เลย

“คงเก็บของไปร้องไห้ไปสินะ” นางมาร์ทีเนตตี้พูดขึ้น

“โอ้ย......เธอไม่เป็นขนาดนั้นหรอกครับ เธอคงตัดใจได้อยู่แล้ว” หมอคลิปเปนตอบ
ท่าทีในตอนนั้นดูเหมือนว่าเขาจะไม่เป็นห่วงเป็นใยภรรยาแม้แต่น้อย

วันต่อมาหมอคลิปเปนเอาแหวนและเข็มกลัดของภรรยาไปจำนำ เขาได้เงินมาประมาณ 115 ปอนด์ 

หลังจากดอร่าภรรยาของหมอคลิปเปนหายไปจากชีวิตของเขานาน 3 อาทิตย์ หมอคลิปเปนก็พา อีเธอ เลเนฟ
ออกงานสังคม ในงานมีคนเห็นเธอใส่เข็มกลัดที่หมอคริปเปนยอมรับว่ามันเป็นของภรรยาเขา เขาพาเลเนฟออก
มาเต้นรำ โดยไม่สนใจสายตาชาวบ้านที่มองดูอย่างน่าสนใจและสงสัยในตัวหมอคริปเปน


เลเนฟได้ย้ายมาอยู่กับหมอคลิปเปนอย่างถวาร เธอลาออกจากงาน และมีเงินใช้จ่ายจากหมอคลิปเปน
อย่างสะดวกสบาย ทุกสิ่งทุกอย่างเหมาะเจาะจนคนข้างบ้านเริ่มผิดสังเกต...

ปลายมีนาคม หมอคริปเปนบอกกับเพื่อนบ้านว่า ภรรยาเขาเกิดล้มป่วยที่อเมริกาและใกล้จะตายแล้ว

24 มีนาคม ค.ศ.1910 นางมาร์ทีเมตตี้ได้รับโทรเลขแจ้งว่า นางเบลเล่เสียชีวิตเวลา 6 นาฬิกา
แต่ที่น่าแปลกคือสถานที่ส่งโทรเลขนี้ส่งมาจากที่ทำการไปรษณีย์หน้าสถานีรถไฟนี้เอง อีกทั้งช่วงนั้น
หมอคลิปเปนและเลเนฟกำลังเดินทางไปฝรั่งเศส นี้ภรรยาเอ็งตายนะ ไม่ไปงานศพเธอหน่อยเรอะ..........

แม้นางมาร์ทีเมตตี้จะสงสัย แต่กระนั้นเธอก็ลงข่าวการตายของนางดอร่าในนิตยสารการละครและดนตรี(The Era)
หลังหมอคริปเปนกลับมาจากการท่องเที่ยว ก็มีคนรู้จักมาซักไซ้ถามเขามากมาย หมอคลิปเปนยังตอบคำถาม
อย่างใจเย็น และพูดเหมือนเป็นเรื่องปกติ โดยบอกว่าดอร่าป่วยเป็นโรคปอดอักเสบและตายที่ลอสแอนเจลิส
ในขณะที่พักกับญาติ เขาอ้างด้วยว่า ลูกของเขายังไปเฝ้าดูอาการแม่เลี้ยงจนสิ้นใจ เขาอ้างอีกว่าจัดการโน้น
จัดการนี้หลายเรื่องให้เอาศพภรรยาไปเปาและส่งกระดูกกลับมา เพราะฉะนั้นเขาไม่จำเป็นต้องเข้างานศพเธอหรอก

หมอคลิปเปนหลังกลับจากฝรั่งเศส เขาก็กลับมาใช้ชีวิตเหมือนปกติ เพียงแต่คราวนี้เลเนฟกลายเป็นภรรยา
อย่างไม่เป็นทางการของหมอคลิปเปนอย่างไม่เปิดเผย เลเนฟใส่เสื้อผ้าขนสัตว์ของดอร่าและใส่เพชรพลอย
ของเธออย่างไม่สนใจสายตาคนอื่น กริยาท่าทางของเลเนฟนั้น อวดมั่งอวดมีไม่เข้าท่า เหมือนผู้หญิงชั้นต่ำ
ซึ่งคนที่เคยกับดอร่าต่างพากันซุบซิบนินทาอย่างกว้างขวาง



ทุกสิ่งทุกอย่างเริ่มระแคะระคาย เมื่อเวลาผ่านไปหนึ่งเดือนมีชายคนหนึ่งชื่อ แนส เป็นเพื่อนเก่าของดอร่า
เขาไปเที่ยวอเมริกา และพยายามสืบข่าวการตายของดอร่า แต่เขาไม่พบข่าวอะไรเกี่ยวกับการตายของดอร่าเลย
เขาเลยกลับไปอังกฤษถามหมอคริปเปนให้รู้เรื่อง ปรากฏว่าหลายคำถามหมอคลิปเปนตอบไม่ได้และพยายาม
แก้ตัวด้วยคำตอบไม่สมเหตุสมผล ดังนั้นแนสจึงแก้ปัญหานี้โดยเขาไปหาสก็อตแลนด์ยาร์ด


แฟรงค์ โฟรเอสท์ ผู้กำกับสืบสวนในแผนกใหม่คือคดีอุกฉกรรจ์ในกำลังก่อตั้งขณะนั้น(มีสมาชิกเพียง 5 คน)
เขาเป็นเพื่อนสนิทกับแนส และเขายินดีรับฟังความคิดเห็นของเขา และได้ตั้งสารวัตรสืบสวน วอลเตอร์ ดิว
เอาคดีของหมอคลิปเปนไปทำ(เขาเคยทำคดีของแจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ด้วย)

ดิวใช้เวลาประมาณ 1 อาทิตย์ในการสืบสวน ตอนแรกคดีนี้ไม่มีอะไรมากไปกว่าคนหายไป 1 คน โดยไม่รู้เป็นหรือตาย
วันศุกร์ที่ 8 กรกฎาคม ค.ศ.1910  ดิวโทรศัพท์ไปหาคริปเปนที่ทำงาน และถามรายละเอียดเกี่ยวกับดอร่าเพิ่มเติม
โดยขอดูใบมรณบัตร หมอคริปเปนได้ฟังดังนี้เลยกลับคำใหม่ โดยตอบว่าเรื่องที่ดอร่าตายนั้นเขาโกหก ทั้งนี้เพื่อ
ปกป้องชื่อเสียงของเธอ จริงๆ แล้วเธอหนีไปสหรัฐกับชู้ และเมื่อดิวนำตำรวจไปค้นบ้านของคริปเปนเพื่อเก็บข้อมูล
เพิ่มเติมก็พบว่า ดอร่าไม่ได้เอาเสื้อผ้าที่ดีที่สุดของเธอไปด้วย และของมีค่าหลายๆ อย่างของเธอก็ยังอยู่ครบ

ทำไมละ?? ถ้าดอร่าหนีออกจากบ้านควรนำของมีค่าเหล่านี้ติดตัวไปด้วยนี้

ความจริงถ้าหมอคลิปเปนใจเหี้ยม ใจเย็นสักนิดเขาคงลอยนวลอยู่ได้ ปรากฏว่าเขากินปูนร้อนท้องแท้ๆ ปอดแหก
กลัวตำรวจมาค้นบ้านนิดๆ หน่อยก็หนีซะแล้ว หมอคริปเปนเลยชวนเลเนฟหนีไปกับเขาไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่อเมริกา
เช้าวันต่อมาหมอคริปเปนสะสางงานและบ้านทั้งหมด จากนั้นเขาก็ซื้อเสื้อผ้าของใช้ที่จำเป็น และตอนบ่ายเขาก็หนีไป
พร้อมกับเลเนฟ คนสองคนหนีโดยข้ามเรือไปยังรัสเซลและแอนด์เวิพ และขึ้นเรือเอส เอส มอนโทรส

วันต่อมา ดิว ก็กลับมาหาคริปเปนอีก แต่ปรากฏว่าหมอคริปเปนหายไปแล้ว เมื่อพบว่าหมอคริปเปนไม่อยู่ เขาเลย
สั่งตำรวจให้ค้นบ้านและสอบสวน อย่างละเอียด ซึ่งกล่าวจะพบของที่พวกเขาต้องการหาอยู่เวลาก็ล่วงไปถึง 3 วัน
(ตรงนั้นเป็นปริศนาต่อมาว่าทำไมบ้านหลังเดียวตำรวจต้องค้นตั้ง 3 วัน และสถานที่ต้องสงสัยที่เป็นชั้นใต้ดิน
ทำไมไม่มีใครค้นตั้งแต่แรก) และที่ห้องใต้ดินนั้นเอง ดิวก็พบสิ่งที่เขาต้องการหา ศพของดอร่า.....




“ศพ ที่พบเป็นเนื้อมนุษย์เน่า ชิ้นส่วนที่ร่างกายไม่ครบร่าง ศพนั้นไม่มีแขน ไม่มีขา ไม่มีหัวและไม่มีกระดูก
มีเพียงแค่ท่อนลำตัว ผิวหนัง และผมห่อชุดนอน เสื้อคลุมชุดนอนมีตรา ตัดเย็บโดยพี่น้อง โจนส์ บราเธอด์
ศพถูกฝังไว้ในปูนขาว”


จากการชันสูตรศพอย่างละเอียดโดยหมอเบอร์นาร์ด สปิลสเบอรี่ เจ้าหน้าที่อายุรเวชประจำโรงพยาบาล
เซนต์ แมรี่ พบว่าศพนี้เป็นเพศหญิง รูปร่างอวบ ส่วนหนึ่งจากผิวหนังที่ท้องด้านล่างมีรอยแผลผ่าตัด
ซึ่งอยู่ในตำแหน่งเดียวกับนางดอร่า(แผลยาว 4 นิ้ว) แพทย์ยังพบร่องรอยของการฉีดยาไฮออสซิน

(ปริมาณ 27 กรัม)

ส่วนการที่ฆาตกรจัดการศพโดยใช้ปูนขาวนั้นก็เนื่องจากปูนขาวเป็นวัตถุกัดกร่อนอย่างมีประสิทธิภาพ
แต่น่าเสียดายฆาตกรคงไม่รู้ว่าปูนขาวนั้นจะจัดการศพได้นั้นต้องเมื่อมันแห้งเท่านั้น แต่สำหรับศพของ
ดอร่ายังคงสภาพไว้ได้เนื่องจากปูนขาวที่ใช้นั้นสภาพชื้น และฆาตกรที่หั่นศพนี้ต้องมีความรู้ในการ
ชำแหละศพแน่นอน จะมีใครละที่หั่นศพแบบนี้ได้ ถ้าไม่ใช้หมอคริปเปน

และวันที่ 16 กรกฎาคม ค.ศ.1910 ทางการก็ได้ออกหมายจับหมอคริปเปนและเลเนฟฐานฆ่าดอร่า
อย่างเป็นทางการ การค้นพบศพของดอร่าได้ปลุกเร้าความแค้นขึ้นในสังคมอังกฤษเพราะนี้เป็นครั้งแรก
ในประวัติศาสตร์โลกที่ฆาตกรเป็นถึงหมอและฆ่าภรรยาของตนเอง ประชาชนเร่งเร้าให้ตำรวจจับฆาตกร
รายรนี้ให้ได้ และมีการตั้งเงินรางวัล 100 ปอนด์ ให้ใครก็ได้ที่ให้เบาะแสเกี่ยวกับฆาตกรสองคนนี้
 
อีกด้านหนึ่ง บนเรือเอส เอส มอนโทรส ขณะเล่นมหาสมุทรจากลิเวอร์พูลไปอเมริกา
(หลังออกจากเมืองแอนด์เวิพ 2 วัน)



เคนดอล กัปตันเรือได้สังเกต 2 ผู้โดยสารคนหนึ่ง ที่พฤติกรรมค่อนข้างแปลก ผู้โดยสารตนนี้อ้างตัวว่า
ชื่อ จอห์น ฟิโล โรบินสัน (หมอคริปเปนปลอมตัวโดยโกนหนวดและไม่สวมแว่นตา) และลูกชายจอห์น
อายุประมาณ 16 ปี(เลเนฟแต่งตัวเป็นผู้ชาย) แต่พฤติกรรมที่พวกเขาแสดงออกนั้นดูยังไงก็ไม่ใช่พ่อลูก
พวกเขาจับมือกัน ชุดเด็กชาย นั้นก็ไม่พอดีตัว และเขาพฤติกรรมที่แสดงออกเหมือนผู้หญิง เวลาเล่นอะไร
ชอบหุบเข่า หนีบเขา เวลานั้งชอบวางมือไว้ที่ขา เวลารับประทานอาหารก็กินสุภาพเหมือนผู้หญิง ส่วนพ่อ
โรบินสันนั้นปอกเปลือกลูกนัตให้ และยกสลัดให้เขาครึ่งหนึ่ง ทำเสมือนลูกชายเป็นคู่รักไม่มีผิด

เคนดอล กัปตันเรือ ได้อ่านข่าวหนังสือพิมพ์เกี่ยวกับฆาตกร 2 คนที่สังหารดอร่า คริปเปน และพบว่า
ฆาตกรสองรายนี้มีลักษณะเหมือนนายโรบินสันและลูกชายไม่มีผิด เคนดอลเก็บรวมรวมข่าวของฆาตกรอย่างลับๆ
บนเรือ จากนั้น 2 วันต่อมา เขาจึงส่งข่าวโดยผ่านเครื่องโทรเลข
(ที่พึ่งถูกนำไปใช่มาไม่นานมานี้เอง)
เพื่อแจ้งเบาะแสให้ดิวทราบ และบอกให้เขามาดักเรือที่แคนาดา



วันที่ 31 กรกฎาคมค.ศ.1910   เวลา 8.30 น. เรือเอส เอส มอนโทรสจากเทียบท่าเรือแม่น้ำเซนต์ลอเรนซ์
ประเทศแคนาดา ดิวมาถึงที่หมายทันเวลา เขารีบแนะนำตนเองกับกัปตันเรือ กัปตันชี้มือไปยังชายคนหนึ่ง
ที่กำลังเดินเล่นตามลำพังบนดาดฟ้า ดิวจ้องมายังเขาสักพักหนึ่งก่อนที่ดิวจะเดินไปหาเขาและพูดว่า

“อรุณสวัสดิ์ครับด็อกเตอร์คริปเปน”

ชายร่างเล็กมีอาการแปลกใจไม่น้อย ก่อนที่จะเปลี่ยนสีหน้าจากแปลกใจเป็นสลดใจ และเขาก็พูดว่า
“สวัสดีคุณ ดิว”

คนหลายๆ คนบนเรือ ได้เห็นความรู้สึกผิดปกติเกิดขึ้นกับชายทั้งสอง และเริ่มมามุงดูด้วยความสนใจ
ดิวพูดขึ้นว่า
“ด็อกเตอร์คริปเปน ผมขอจับคุณในข้อหาฆ่าภรรยาของคุณ นางดอร่า คริปเปน และอำพรางคดี
โดยนำศพภรรยาของคุณไปหั่น เมื่อวันที่ 1กุมภาพันธ์”


คริปเปนไม่ตอบ แต่เขาตัวสั่น ตกใจอึ้งชั่วขณะและบ่นพึมพำขึ้นว่า
“ขอบคุณพระเจ้าที่เรื่องนี้ยุติลงได้ ความอกสั่งขวัญหนีมันช่างยิ่งใหญ่ซะนี่กระไร ผมทนต่อไป
ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว”


เขาถูกใส่กุญแจมือและถูกนำตัวไปยังห้องผู้โดยสารที่ว่างอยู่ โดยมีตำรวจคุ้มกันตัวหนาแน่นรอบนอก
มีฝูงชนและนักข่าวมาดักรอทำข่าวเต็มไปหมด ส่วนเลเนฟกำลังอ่านหนังสืออยู่ในห้องพัก เมื่อได้ยิน
ข่าวหมอคริเปนเธอก็กรีดร้องและเป็นลม


ตำรวจทำการค้นสัมภาระของหมอคริปเปน และหลักฐานหลายๆ อย่าง หนึ่งในนั้นมีนามบัตรชื่อปลอม
มันและหลังนามบัตรมีประโยคหนึ่งเขียนไว้ว่า

“ผมทนทุกข์ทรมานกับความน่าสะพรึงกลัวทั้งหลายต่อไปอีกไม่ไหวแล้ว อีกทั้งเงินทองของเรา
ก็จวนจะหมดแล้ว ผมไม่เห็นอนาคตเลย ผมอยากกระโดดน้ำตายให้หมดเรื่อง หวังว่าคุณจะยกโทษ
ให้ผม ไม่วันนี้ก็วันหน้า รัก เอส”


ส่วนอีกใบเขียนว่า
“ทำไมเราไม่รออีกหน่อย คืนนี้สัก 4 ทุ่มหรือ 5 ทุ่มดี หรือว่าเมื่อไหร่จะมา”

และแล้วหมอคริปเปนและเลเนฟก็โดนจับในวันที่ 20 สิงหาคม ระหว่างทั้งสองเดินทางกลับจากอังกฤษ
ระหว่างนั้นทั้งสองถูกแยกออกจากกัน แต่หมอคริปเปนสามารถมองเลเนฟจากประตูห้องในเรือเท่านั้น
ระหว่างนี้ดิวก็ส่งโทรเลขไปให้สก็อตแลนด์ยาร์ดว่า “กุญเจมือ(Handcuff)”



และต่อมาคดีนี้ก็ได้ถูกจารึกในประวัติศาสตร์ว่า เป็นการจับคนร้าย โดยใช้วิทยุสื่อสารเป็นครั้งแรกของโลก
หลังจากนั้นก็ไม่ปรากฏว่าส่วนที่เหลือของศพคือ หัว แขน ขา ของดอร่าอยู่ที่ไหน หลายคนสันนิษฐานว่า
หมอคริปเปนคงเลาะกระดูกออกและเผาในห้องครัว ส่วนอื่นๆ นำติดตัวขึ้นเรือเดินสมุทรและโยนทิ้ง
ลงทะเลไปแล้ว แต่กระนั้นก็ยังมีคนสงสัยอีกว่าทำไมเขาจึงหลงเหลือทิ้งศพในบ้านบางส่วน แถมยังเหลือ
ส่วนศพที่ทำให้ตำรวจสามารถพิสูจน์ยืนยันว่าเป็นของดอร่าได้อีก


มีการพิจารณ์คดีหมอคริปเปนในเวลาต่อมา ในศาลโอลด์ ไบลีย์ วันที่ 10 ตุลาคม ท่ามกลางผู้คนที่มาฟัง
คดีล้นหลาม หมอคริปเปนสู้คดีโดยบอกว่าศพที่พบในบ้านเขานั้นไม่ใช้ดอร่า มันอยู่ก่อนในบ้านก่อนที่เขา
จะซื้อบ้านหลังนี้แล้ว แต่การโต้แย้งนี้ตกไป เมื่อเสื้อคลุมสองตัวบนศพถูกตรวจสอบพบว่ามันเป็นตัวที่ส่ง
ให้กลับหมอคริปเปนเมื่อ 1909 และมีหลักฐานยืนยันว่าชุดนอนในตัวศพนั้นเป็นของดอร่าจริง


หมอคริปเปนยังพยายามสู้คดี แต่เขาก็เจอหลายคำถามที่ไล่เขาจนตรอก คำถามหลายคำถามที่เขาตอบไม่ได้
เช่น ทำไมเขาไม่ตามภรรยาไปหลังจากที่เธอหายเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์? , ทำไมไม่มีใครเห้นเธออกจากบ้าน,
ทำไมเขาถึงเอาทริพย์สินของดอร่าไปจำนำให้เลเนฟ ส่วนชู้รักของดอร่าตอนนี้เขาแต่งงานแล้ว และตอนนี้เขา
เป็นตัวแทนขายอสังหาริมทรัพย์ใน ชิคาโก เขาเห็นโดราสุดท้ายเมื่อ พ.ศ.2447 และปฏิเสธว่าเขาไม่มี
เพศสัมพันธ์กับดอร่า


คณะลูกขุนก็คิดเช่นเกี่ยวกับริชาร์ด และใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วโมงในการประชุมปรึกษากัน ผลคือหมอคริปเปน
ผิดจริง ต้องโทษประหารโดยการแขวนคอ คริปเปนอุทธรณ์คดี แต่ไม่เป็นผล เขาถูกแขวนคอที่เรือนจำ
เพนตันวิลล์ ซึ่งอยู่ห่างไม่ถึงครึ่งไมล์จากบ้านของเขา ส่วนนางเลเนฟเธอหลุดข้อหาไปทุกกรณีเพราะเธอ
ไม่มีส่วนในการกระทำผิดร่วมกับหมอคริปเปนแต่อย่างใด

ในวันที่ 5 ในการพิจารณาคดีหมอคริปเปน ศาลพิพากษาให้ลงโทษประหารชีวิตให้หมอคริปเปน แม้ตัวเขา
ยืนยันว่าตนเองบริสุทธิ์ก็ตาม เขาถูกแขวนคอที่คุกเพนตันวิลล์ เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน ค.ศ.1910 
คำขอสุดท้ายเขาคือ นำจดหมายของเลเนฟ และรูปของเธอที่ให้เขา เอาไปฝังพร้อมกันในหลุมศพเขาด้วย
(ไม่ยักบอกขอรูปดอร่า)

ส่วนข่าวของเลเนฟ หลังจากที่เธอถูกปล่อยตัว ก็ข่าวลือหลายอย่างเกี่ยวกับตัวของเธอ บางคนว่าเธอย้าย
ไปออสเตรเลียและเสียชีวิตที่นั้น บางคนก็ว่าเธอไปแคนาดาหรือสหรัฐอเมริกา บางคนก็บอกว่าเห็นเธอ
เปิดร้านน้ำชาใกล้ๆ เบอร์เนเมาท์โดยใช้ชื่อใหม่ และมีข่าวลืออีกว่าเธอได้เขียนหนังสือเบื้องหลังระหว่าง
เธอกับหมอคริปเปนและถูกตีพิมพ์หลังจากเธอเสียชีวิตแล้ว


 
อย่างไรก็ตาม มีเรื่องแปลกๆ เกิดขึ้นอีกเมื่อตุลาคม2007 มหาวิทยาลัยมิชิแกน นักนิติเวชวิทยา David  Foran
ได้พบการตรวจ DNA ศพที่พบใต้ถุนที่ห้องใต้ดินในบ้านของหมอคริปเปนเพื่อพิสูจน์ว่าศพนั้นเป็นของดอร่า คริปเปน
ใช่หรือไม่


ผลปรากฏว่าศพนั้นไม่ใช้ดอร่า คริปเปน!!

งานวิจัยนี้มีการตรวจอย่างละเอียดเท่าที่จะทำได้ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบวงศ์ญาติของดอร่า เอกลักษณ์ของบุคคล
และนำดีเอ็นเอของญาติดอร่า(ที่อยู่ในอเมริกา) ไปเปรียบเทียบ DNA ศพใต้ถุนในห้องใต้ดินของบ้านหมอคริปเปน
ส่วนลำตัวในแผ่นสไลด์ ก็พบว่า DNA ไม่มีส่วนคล้ายกันกับของดอร่าเลยสักนิด นอกจากนี้ความจริงศพที่พบในห้อง
ใต้ดินนั้นเป็นผู้ชายมากกว่าผุ้หญิงด้วยซ้ำ โดยการตรวจช่องท้องและผล DNA

แล้วศพใต้ถุนบ้านนั้นเป็นของใคร และทำไมหมอคริปเปนต้องปฏิเสธว่าศพนี้ไม่ใช้ฝีมือเขา?

มีหลายทฤษฎีที่จะอธิบายคำถามนี้ เช่นหนึ่งในนั้นบอกว่าหมอคริปเปนอาจทำธุรกิจทำแท้งผิดกฎหมายบางทีศพนั้น
อาจเป็นหนึ่งในลูกค้าของหมอคริปเปนที่เขาทำแท้งพลาดและลูกค้าก็ตายระหว่างทำแท้ง เป็นข้อก็มีทางเป็นไปได้ว่า
อาจเป็นคนไข้ของเขาที่ตายไปได้ว่าสิ่งหนึ่งของคนไข้ของเขาที่ตายและเขาจัดท่าจัดทางให้เหมือนภรรยา


และคำถามที่ตามมาก็คือทำไมเขาต้องทำศพนี้ให้เป็นดอร่า ภรรยาของเขาด้วย ทำไมต้องให้คนอื่นเห็นว่าเขาเป็น
คนฆ่าภรรยา และดอร่าตัวจริงนั้นเธอไปอยู่ไหนกันแน่??


นอกจากนี้ยังมีการถกเถียงอีกว่าหมอคริปเปนนั้นอาจไม่ใช้ฆาตกรคดีนี้เนื่องจากวิธีการที่ฆาตกรฆ่าคน ปกติเหยื่อ
ที่วางยาพิษไม่น่าจะนำมาหั่นศพเพื่ออำพรางคดี น่าจะอำพรางให้ดูเหมือนว่าเหยื่อตายตามธรรมชาติมากกว่า
เพราะพิษของยาไฮออสซินนั้นตรวจยากอยู่แล้ว สามารถโกหกได้ว่าเหยื่อเป็นโรคหัวใจและเสียชีวิตก็ได้ยังไง
คนก็ไม่มีใครสงสัยหรอก แต่ทำไมหมอคริปเปนนั้นต้องทำให้เรื่องนี้ยุ่งยากด้วย เขาน่าจะฉลาดพอในการกำจัดศพนี้

อย่างไรก็ตาม หลักฐานใหม่นี้ยังไม่เป็นยอมรับในศาล และยังมีการถกเถียงกันจนถึงปัจจุบัน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16 ธันวาคม 2017, 16:55:06 โดย etatae333 »
นวดกระปู๋ นวดกระปู๋เชียงใหม่ นวดกระษัย ไซด์ไลน์ Sideline นวดน้ำมัน นวดอโรมา นวดแผนโบราณ อาบอบนวด ออน การบ้าน เรื่องเสียว ลายแทง หนังโป๊ AV เชียงใหม่

game084406

  • แอบหื่น
  • ***
  • กระทู้: 30
  • คะแนนจิตพิสัย +0/-0
    • ดูรายละเอียด
Re: Hawley Harvey Crippen เรื่องเศร้าของหมอฆ่าเมีย
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: 21 ธันวาคม 2017, 02:38:24 »