ผู้เขียน หัวข้อ: 6 แผนเปลี่ยนโลก ของบุคคลอันตรายในประวัติศาสตร์  (อ่าน 315 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

etatae333

  • Administrator
  • เทพเจ้าราตรี
  • *
  • กระทู้: 17750
  • Country: th
  • คะแนนจิตพิสัย +9/-0
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด
    • cmxseed

6 แผนเปลี่ยนโลก สุดโหดของบุคคลอันตรายในประวัติศาสตร์
cr. Cammy-เต่านรก

ในประวัติศาสตร์มีหลายบุคคลที่คิดการใหญ่ คิดจะเปลี่ยนโลกด้วยวิธีชั่วร้ายมากมาย อย่าง เช่น รัสปูติน ฮิตเลอร์
สตาลิน ฯลฯ แต่บุคคลที่เรารู้จักนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเศษเสี้ยวประวัติศาสตร์เท่านั้น ยังมีบุคคลดังและไม่ดัง
อีกมากที่มีความคิดจะเปลี่ยนโลกด้วยวิธีชั่วร้ายอีกมากมาย บางคนก็มีความคิดจะเปลี่ยนโลกเพื่ออำนาจของตนเอง
บางคนก็อยากได้ผลประโยชน์ส่วนตน หรือบางคนยอมชั่วเพื่อชาติของตนเอง


และนี้คือ 6 อันดับบุคคลอันตรายที่คิดจะเปลี่ยนโลกด้วยหลากวิธี บ้างก็สุดโหด บ้างก็แยบยลสุดๆ

6. Skorzeny Otto (12 มิถุนายน 1908-5 กรกฎาคม 1975)



ออตโต สคอร์เซนี่ เป็นพันเอกในกองทัพหน่วยคอมมานโด SS ของนาซี และมีบทบาทสำคัญในสงครามโลกครั้งที่ 2
เก่งเรื่องการบแบบกองโจรและมีลักษณะเด่นคือแผลเป็นที่แก้มซ้าย ออตโตในกรุงเวียนนา เป็นชนชั้นกลาง
ครอบครัวมีประวัติศาสตร์อันยาวนานในการรับราชการทหาร  ตัวเขาเองนั้นเป็นนักฟันดาบของโรงเรียนที่เวียนนา
นิสัยบ้าพลังครั้งหนึ่งเขาเคยดวลระหว่างเพื่อนๆถึง 15 คนเรียงตัว จนได้เป็นสัญลักษณ์ประจำตัว
[/color]

ต่อมาในปี 1931 เขาก็ได้เข้าร่วมกองทัพนาซีแล้วเข้ารับราชการในหน่วย SS องครักษ์พิทักษ์ฮิตเลอร์ และเขาก็สร้าง
ผลงานมากมาย จนได้เป็นหัวหน้าหน่วยคอมมานโดชุดปฏิบัติงานพิเศษ ที่ฮิตเล่อร์ได้ตั้งขึ้น ในเดือน กรกฏาคม 1943
โดยภารกิจแรกที่สุดหินคือ การชิงเอาตัวมุสโสลินีออกจากคุก ที่มีการคุ้มกันอย่างแน่นที่โรงแรม แกรน ซัสโซ
บนเทือกเขาอะเพนไนนส์ แต่ภารกิจสุดหินดังกล่าวออตโตก็สามารถผ่านไปอย่างง่ายดาย ด้วยแผนที่ร้ายกาจ และเรียบง่าย
คือใช้เครื่องร่อนและหน่วยอากาศโยธินบินเข้าไปปฏิบัติการ แบบชนิดรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ ทำให้เขาสามารถนำตัว
มุสโสลินี ขึ้นเครื่องบินเล็กบินออกมาหน้าตาเฉย..



ซึ่งผลงานดังกล่าวทำให้ชื่อของ ออตโต สคอร์เซนี่ เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก..และได้เลื่อนยศขึ้นเป็นพันตรี

ในเดือนตุลาคม 1944 ฮิตเล่อร์ส่งเขาไปฮังการี เพราะข่าวมีมาว่า ท่านประธานาธิบดีมิคลอส ฮอร์ธี กำลังจะเอาใจออกห่าง
นาซีโดยการจะยอมเป็นมิตรกับรัสเซีย นั่นก็หมายความว่าทหารเยอรมันจำนวนหลายแสนในดินแดนบอลข่านต้องกลายเป็น
นักโทษสงครามไปทันทีและเยอรมันจะแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างรวดเร็ว ด้วยเหตุนี้ออตโตจึงถูกส่งไปแก้ใขสถานการณ์
และเขาได้ใช้วิธีเข้าไปลักพาตัว นิโคลาส ลูกชายของประธานาธิบดี(รหัสปฏิบัติการคือ ปฏิบัติการ Panzerfaust)
และข้อเสนอนั่นก็คือ ให้เขาลาออกจากตำแหน่งไม่งั้นลูกชายนายตาย



และแล้ว ทุกอย่างสำเร็จลงอย่างง่ายดาย จนฮิตเลอร์สามารถตั้งรัฐบาลที่โปรแลนด์และนาซีขึ้นมาครองเมือง

สองเดือนต่อมา ออตโตได้นำกองทัพรถถังเข้าตะลุยกับทหารอเมริกันในการรบที่บุลจ์ (Battle of the Bulge) ทำการ
ก่อวินาศกรรม สงครามกองโจร นอกจากนี้ยังมีการปล่อยข่าวลื่อถึงแผนปฏิบัติการ Greif ว่าเยอรมันจะส่งออตโต สคอร์เซนี่
เข้าไปในปารีส เพื่อที่จะสังหารนายพล.อ.ดไวต์ ดี. ไอเซนฮาวร์ ผู้บัญชาการสูงสุดของฝ่ายสัมพันธมิตร ในสงครามโลก
ครั้งที่สอง ถึงแม้ว่าจะเป็นข่าวลือ แต่ก็เล่นเอาท่านนายพลคนดัง ไม่ยอมออกมาจากศูนย์บัญชาการเป็นเวลาหลายอาทิตย์เชียว

แต่ในที่สุด ออตโต ก็ต้องยอมจำนนแก่ฝ่ายสัมพันธมิตร เขากลายเป็นนักโทษสงครามอยู่สองปี และ ได้สามารถแหกคุก
หนีได้ ในวันที่ 27 กรกฏาคม 1948 เขาได้หลบหนีไปอยู่ที่สเปน โดยได้รับความช่วยเหลือจาก นายพลฟรังโก  แถมยังได้
งานทำในฐานะวิศวกร ในปี 1952 เขาก็ได้รับการนิรโทษกรรมจากรัฐบาลเยอรมันในทุกๆข้อหา และเป็นอิสระที่จะเดินทาง
ไปไหนๆก็ได้ และสุดท้าย ในปี 1975 ออตโต ได้เสียชีวิตในคฤหาสน์ในกรุงมาดริดตามอายุขัย อย่างสงบ





5. Benito Mussolini (29 กรกฎาคม 1883-28 เมษายน 1945)
   


เบนีโต มุสโสลีนี เรียกชื่อโดยทั่วไปว่า "อิลดูเช" (Il Duce) แปลว่า "ท่านผู้นำ" เป็นจอมเผด็จการและนายกรัฐมนตรี
ของประเทศอิตาลี (1925 – 1943) เขาเกิดในครอบครัวที่ยากจนเป็นบุตรชายช่างตีเหล็ก ชาวอิตาลี  ก่อนที่เขา
จะสู้ชีวิตจนก้าวสู่การเป็นนักสังคมนิยมยุวชนที่หลักแหลมและมีอันตราย แต่ต่อมาต้องลาออกจากพรรคสังคมนิยมอิตาลี
เข้าร่วมการก่อตั้งพรรคสันนิบาตการต่อสู้แห่งอิตาลี (หรือพรรคฟาสซิสต์เพื่อเตรียมเป็นกองกำลังปฏิวัติ จากนั้นก็ได้เป็น
นายกรัฐมนตรีในปี 1922 แล้วสถาปนาตนเองเป็นเผด็จการเต็มรูปแบบและรุกรานประเทศเพื่อนบ้านคือเอธิโอเปีย
[/color]



หลังจากนั้นไม่รู้เป็นเพราะอะไรมุสโสลินีมีที่จะตั้งจักรวรรดิโรมันขึ้นมาอีกครั้ง โดยเขาจะเป็นซีซาร์ พอดีเวลานั้นเป็น
ช่วงปี ค.ศ. 1940 ฮิตเลอร์ทำท่าว่าจะชนะยุโรปได้ มุสโสลินีได้มีแผนสุดร้ายกาจ ด้วยการก็รีบเข้าร่วมกับฮิตเลอร์ทันที
เขาพยายามเลียนแบบฮิตเลอร์กว่าทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตัวแบบเนี๊ยบ ท่าทางสุนทรพจน์ การโฆษณาชวนเชื่อ
ล้วนได้แนวคิดจากฮิตเลอร์ทั้งสิ้น



แต่โชคไม่เข้ามุสโสลินีเลย เพราะชาวอิตาลีไม่มีใครอยากรบร่วมกับเขา ซ้ำยังต่อต้านเขาอีก จนเขาหลุดจากอำนาจ
แต่พอเยอรมันบุกอิตาลี ฮิตเลอร์ก็แต่งตั้งให้ใหม่ ปลายสงครามโลกมุสโสลินี ถูกจับโดยกองกำลังปาร์ติซานของพรรค
คอมมิวนิสต์อิตาลี และถูกประหารชีวิตด้วยข้อหาทรยศต่อชาติ ร่างของมุสโสลินี ภรรยาน้อย และผู้นิยมลัทธิฟาสซิสต์
คนอื่นๆ อีกประมาณ 15 คน ได้ถูกนำไปยังเมืองมิลาโน เพื่อแขวนประจานต่อสาธารณชน นี้คงเป็นจุดจบที่ดีของคนที่
คิดว่าตนเองเป็นซีซาร์(ข้อมูลจากวิกีพีเดีย)



 

4. Francisco Pizarro  (26 กรกฎคม 1529 – 26 มิถุนายน 1541)
 


http://www.baanjomyut.com/library/discovery_history/24.html
ฟรังซิสโก ปิซาโร เป็นขุนนางชาวสเปน นักเดินเรือชาวสเปนผู้พิชิตอาณาจักรอินคา เขาเกิดในสเปน เป็นลูกนอกกฎหมาย
ของนายทหารราบยศพันเอกคนหนึ่ง และมีชีวิตในวัยเยาว์ค่อนข้างแร้นแค้นโดยอยู่ในความดูแลของตายาย และไม่ได้รับ
การศึกษา เขาทำงานเป็นคนเลี้ยงหมูอยู่ 15 ปีจนถึงปี 1502 จึงได้เดินทางไปอยู่กับญาติข้างบิดาที่หมู่เกาะเวสต์อินดีส
ซึ่งเป็นประเทศเฮติในปัจจุบัน จากนั้นก็เดินทางไปหลายประเทศในอเมริกาใต้ ละที่นั้นเองเขาได้ยินอาณาจักรที่แสนยิ่งใหญ่
แห่งหนึ่ง อาณาจักรที่สมบูรณ์ไปด้วยทองคำอาณาจักรหนึ่ง ทางฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิคของทวีปอเมริกาใต้




เมื่อฟรังซัสโกได้ยินก็เกิดความโลภ อยากได้ทองคำ เขาได้เฝ้ากษัตริย์สเปนเพื่อขอแรงสนับสนุนขอกำลังทหารพิชิตอินคา
เพื่อความมั่งคั่งของตนเอง และเขาก็กลับมาในทวีปอเมริกาใต้อีกครั้งพร้อมกำลังทหารและอาวุธครบมือ เขาได้แล่นเรือ
เลียบฝั่งตะวันตกของปานามาลงไปทางใต้ เพื่อค้นหาอาณาจักรอินคาอันมั่งคั่งแห่งนี้ และเขาต้องเสียเวลาถึง 3 ปี
จนได้พบอาณาจักรของพวกอินคาซึ่งในปัจจุบันนี้เป็นดินแดนของประเทศเปรู

ตอนแรกฟรังซัสโกพบอทาฮวลปา ผู้นำของอินคาผู้ครอบครองดินแดนตอนเหนือ ตอนแรกเขาบอกผู้นำคนนี้ให้นับถือ
คริสต์ศาสนา แน่นอนว่าผู้นำดังกล่าวได้ปฏิเสธ ทำให้เขามีเหตุผลพอที่จะเปิดสงคราม แม้ว่าทหารของเขาจะแค่
ทหารราบ 240 คน กับม้า 37 ตัวเท่านั้น ปิซาโรก็สามารถโจมตีพวกอินคาจำนวน 20 ล้านคนจนได้ชัยชนะ เนื่องจาก
อาวุธของอินคาเป็นแบบโบราณไม่สามารถสู้ปืนใหญ่ และเกราะอันแข็งแกร่งของทหารสเปนได้



แต่นั้นยังไม่จบเมื่อเขาใช้วิธีที่ร้ายกาจสุดแสบที่สุดในประวัติศาสตร์คือการใช้อุบายจับกุมผู้นำอทาฮวลปา(Atahualpa)
จากนั้นก็บอกให้ชาวอินคานำค่าไถ่มาแลกกับนายคนตน คือการนำทองคำและเงินเต็มห้องขังให้สูงท่วมหัว แต่เมื่อเขา
ได้รับทองและเงินจำนวนมหาศาลแล้ว (คิดเป็นเงินปัจจุบันประมาณ 100,000,000,000 ดอลลาร์) ปีซาโรต์ไม่ปล่อย
หัวหน้าชาวอินคาให้เป็นอิสระ กลับฆ่าเขาเสีย และสถาปนาน้องชายของอทาฮวลปาขึ้นมาเป็นหุ่นเชิด



หลังจากนั้นฟรังซัสโก ก็ได้โจมตีปล้นสดมภ์พวกอินคาและยึดครองดินแดนเป็นของตน เมื่อได้ดินแดนมาเป็นของตน
ปิซาโรก็ค้นพบทองคำอีกเป็นจำนวนมาก เขานำกลับสเปน และก่อนจะกลับเขาได้ทำลายอารยธรรมอินคาเกือบทั้งหมด
ซึ่งอารธรรมของอินคาเหล่านี้ แต่ละอย่างมีคุณค่าต่อโลกมาก ไม่ว่าจะเป็น ศิลปะ การแพทย์ นักปราชญ์ แต่ฟรังซัสโก
ทำลายหมดส่งผลทำให้อารยธรรมของชนเผ่าอินคาให้หมดสิ้นไปจากโลกอย่างน่าสลดใจที่สุด




 
3. Sir Basil Zaharoff (6 ตุลาคม 1849-27 พฤศจิกายน 1936)
   


เซอร์เบซิล ซาฮาร์ออฟ หรือ  เซอร์ผักกะเพรา (Basil แปลตรงตัวว่าผักกะเพรา ฮ่าเปล่า)เป็นพ่อค้าอาวุธสงคราม
และพ่อมดการเงินชาวตรุกี(เชื้อสายกรีก) เขามักชอบโกหกเรื่องต้นกำเนิดของเขา แต่จากประวัติชีวิตแล้วเขาเป็น
ลูกชายคนเดียวและลูกคนโของลูกสี่คน เกิดในเมืองมักลา ตรุกี ต่อมาก็ลี้ภัยสงครามไปรัสเซียแล้วกลับมายังตรุกี
จากนั้นเขาก็เป็นนักผจญเพลิง ก่อนที่ก้าวมาเป็นตัวแทนขายและผลิตอาวุธของนักประดิษฐ์ธอสเท็น นอร์เดนเฟลท์
ชาวสวีเดน




และนั้นเองเป็นจุดเริ่มต้นความคิดที่ร้ายกาจของเบซิล เขาเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นนักธุรกิจที่มีกลยุทธ์ที่มีความเล่ห์เหลี่ยม
และแกมโกงมากมาย เขาจะขายอาวุธให้กับฝ่ายสองฝ่ายที่ขัดแย้งกัน โดยไม่เน้นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และบางครั้ง
ก็ขายอาวุธปลอมให้ลูกค้าในหลายประเทศ ไม่ว่าอังกฤษ เยอรมัน รัสเซีย ตรุกี สเปน ญี่ปุ่น สหรัฐ

แม้ว่าชื่อเสียงของเขาจะเหม็นเน่า แต่กระนั้นหลายคนก็นิยมซื้ออาวุธจากเขา เพราะว่าอาวุธและยานพาหนะของเขานั้น
มีประสิทธิภาพทำลายล้างสูง ไม่ว่าจะเป็นปืนแม็กซิม (ปืนกลอัตโนมัติยุคแรก) และเรือดำน้ำ ซึ่งนั้นทำให้เขากลายเป็น
คนมีอำนาจและอิทธิพลในยุโรป พร้อมกับเป็นผู้อยู่เบื้องหลังในสงครามทั่วยุโรป(สร้างเรื่องให้คนทะเลาะกัน) โดยเฉพาะ
ตรุกีและกรีก เพื่อที่จะขายอาวุธมากขึ้น


ในสงครามโลกครั้งที่ 1 ชื่อของเขาโด่งดังไปทั่วผืนแผ่นดินเพราะหลายประเทศต่างสั่งซื้อสินค้าจากเขา แม้หลายคน
เรียกเขาว่า“พ่อค้าแห่งความตาย” แต่กระนั้นเบซิลหลงใหลการบินมากกว่าอาวุธและเขายังมอบเงินบริจาคและ
ความช่วยเหลือแก่นักบุกเบิกในประเทศอังกฤษและรัสเซีย



 
2.Queen Cleopatra (มกราคม 69 ปีก่อนคริสตกาล -  30 พฤศจิกายน 30 ปีก่อนคริสตกาล)


   
คลีโอพัตรา ราชินีแห่งอียิปต์โบราณ ฟาโรห์คนสุดท้ายของราชวงศ์ ปโตเลมีแห่งมาเซโดเนีย แม้เธอจะไม่หน้าด้าน หรือ
ชั่วร้าย กว่าบุคคลในรายการนี้ก็ตาม แต่กระนั้นพระนางก็มีวิธีร้ายกาจที่ใช้ในการรักษาอำนาจและช่วยเหลือประเทศของเธอ
ด้วยวิธี “โป๊เปลือย”


แน่นอน เรื่องราวของคลีโอพัตรานั้นมีมากมายหลายแหล่ง บางแห่งก็แต่งเติมเสริมแต่งแตกต่างกันไป แต่ที่แน่ๆ พระนาง
ทรงมีความเฉลียวฉลาดมาก เรื่องเริ่มขึ้นเมื่อพระนางถูกบังคับให้แต่งงานกับฟาโรห์ปโตเลมีที่ 13 น้องชายของพระนางเอง
แต่โชคร้าย ที่พี่น้องคู่นี้เกลียดกัน ถึงขนาดอยากฆ่ากันให้ตายกันไปข้างหนึ่ง ผู้เป็นน้องชายจึงจ้องจะหาทางกำจัดพี่สาว
ส่วนพระนางคลีโอพัตราก็อยากจะกำจัดน้องชายเสียให้สิ้นเรื่อง แต่ในเวลานั้นพระนางยังไม่ทรงแน่ใจในอำนาจที่มีอยู่ในมือ
จึงต้องเป็นฝ่ายล่าถอยออกจากเมืองอเล็กซานเดรีย เพื่อไปตั้งหลักพระนางเริ่มมองหาพันธมิตรเพื่อช่วยเหลือในการกำจัด
ฟาโรห์ออกจากบัลลังก์ให้ได้



ซึ่งเป็นช่วงประจวบเหมาะกับเหตุการณ์ที่โรงเริ่มรุกรานดินแดนแถบเมดิเตอร์เรเนียน โดยมี จูเลียส ซีซาร์เป็นแม่ทัพยกมา
ทางอียิปต์ พระนางเห็นเป็นจังหวะเหมาะถึงจึงลอบเข้าเมืองเพื่อไปหาซีซาร์ โดยในตำนานคลีโอพัตราได้แอบไปหาซีซาร์
โดยซ่อนร่าง อยู่ในม้วนพรมแล้วให้ทาสแบกเข้าไปในวังที่ซีซาร์พัก เมื่อคลี่พรมออกก็ปรากฏเรือนร่างเปลือยเปล่าของ
พระนางออกมาร่ายรำจนซีซาร์ลุ่มหลง ซึ่งตำนานอาจไม่เป็นจริงก็ได้ บางทีอาจเป็นการเจรจาเสียมากกว่า แม้ไม่รู้ว่า
เรื่องไหนเป็นเรื่องจริง ที่แน่ๆ ซีซาร์ได้ตกลงเป็นพันธมิตรกับคลีโอพัตรา(และเป็นชู้ด้วย) และยกกองกำลังทหารบุกอียิปต์
และฟาโรห์ปโตเลมีที่ 13 ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวได้ทำลายหอสมุดอเล็กซานเดรียจนไหม้ ทำให้ความทรงจำของมนุษยชาติ
สูญหายไปด้วย

แต่เรื่องยังไม่จบ เมื่อคลีโอพัตรา ได้ตำแหน่งที่เป็นของพระนางเดิมกลับคืนมา พระนางก็ได้ตั้งครรภ์ลูกกับซีซาร์ และเ
ธอหมายปั้นให้ลูกของเธอสืบทอดอำนาจยิ่งใหญ่ต่อซีซาร์ หากแต่ซีซาร์ดันถูกฆ่าตายเสียก่อนกลางสภาพ การตายของเขา
ทำให้หลานชายชื่ออ็อคตาเวียขึ้นกรุงโรม



ต่อมาคลีโอพัตราก็ได้เป็นชู้กับมาร์ค แอนโทนี หนึ่งในคณะผู้สำเร็จราชการชุดที่สองของโรม ซึ่งมาร์ค แอนโทนีได้หลง
เสน่ห์พระนาง ทำให้ความทะเยอทะยานของพระนางเริ่มต้นอีกครั้ง เมื่อมาร์ค แอนโทนี บอกอ็อคตาเวียว่า ไม่ใช่ทายาทตัวจริง
ของซีซาร์ที่มีสิทธิครองกรุงโรมที่ยิ่งใหญ่แห่งนี้ แต่เป็นทายาทของคลีโอพัตราต่างหาก

และนั้นทำให้โรมไม่พอใจจึงส่งกองทัพบุกอียิปต์และผลปรากฏว่ากองทัพของคลีโอพัตราและมาร์คพ่ายแพ้
มาร์ค แอนโทนี จึงฆ่าตัวตายในอ้อมแขนของพระนางคลีโอพัตรา ส่วนพระนางก็ดื่มยาพิษฆ่าตัวตายตามคู่รักไป 
(บ้างก็ว่าใช้งูพิษฆ่าตัวตาย บ้างก็ว่าถูกลอบปลงพระชนม์) อียิปต์จึงตกเป็นของโรมันตั้งแต่นั้นมา




 

1.The East India Company


   
คุณมีความจำอะไรในเรื่องบริษัทอินเดียตะวันออกในห้องเรียนประวัติศาสตร์หรือเปล่า สิ่งที่เราพอที่จะรู้คือบริษัทดังกล่าว
เป็นศัตรูกับ กัปตันแจ๊ค ในภาพยนตร์เรื่องไหนสักแห่ง โดยบางการโจรสลัดที่หน้าเหมือนปลาหมึกมากวาดล้างโจรสลัด
เพื่อยึดครองโลก


ซึ่งความจริงแล้วบริษัทที่ว่านี้น่ากลัวกว่าในภาพยนตร์เสียอีกเพราะพวกเขาแอบปกครองโลกนานถึง 200 ปี



โดยเริ่มแรกอินเดียตะวันออกเป็นบริษัทร่วมทุนสัญชาติอังกฤษ ภายใต้พระบรมราชูปถัมภ์ของกษัตริย์อังกฤษ ซึ่งเดิม
ถูกก่อตั้งขึ้นเพื่อแสวงหาการค้ากับอินเดียตะวันออก ซึ่งตอนเริ่มต้นนั้นเป็นเพียงกิจการขนาดเล็ก จนกระทั้งในปี 1601
ในที่สุดมันก็มีขนาดใหญ่ใกล้เคียงการการค้าโลกของไมโครซอฟท์ เพราะมีการดำเนินการค้าส่วนใหญ่กับอนุทวีปอินเดีย
และจีน

ต่อมาในปี 1990 พวกเขาก็มีความคิดร้ายกาจสกปรกโสโครก(พวกเขาว่าอย่างงั้น) และความคิดของพวกเขาได้เปลี่ยนโลก
ไปสิ้นเชิง พวกเขาเริ่มมีอิทธิพลด้านการเมือง ยึดอินเดียเป็นอาณานิคม ล้มอำนาจราชวงศ์โมกุลของอินเดียลงไป (เหลือแต่
รัฐเล็กๆ บางแห่งในอินเดียใต้ที่ยังเป็นเอกราชต่อมาได้)

แต่นี้แค่นี้จิ๊บๆ เมื่อเทียบกับจีน เมื่อจีนในสมัยราชวงศ์ชิงปิดประเทศ ทำการค้าขายในพื้นที่กำหนดเท่านั้น ทำให้อังกฤษ
ต้องการซื้อแลกเปลี่ยนสินค้าจากจีนเสียหายไปด้วย พวกเขาจึงคิดหาวิธีที่ทำให้จีนเปิดประเทศให้ได้



คำตอบของพวกเขาคือขาย “ฝิ่น” โดยสมัยนั้นมีการค้นพบวิธีเสพฝิ่นแนวใหม่จากสมัยก่อนกินกลืนส่วนผสม มาแบบใหม่
คือจุดไฟให้เป็นควันและดม บริษัทอินเดียตะวันออก จึงลงมือส่งเสริมให้ปลูกฝิ่นในอินเดียเพื่อผลิตเป็นสินค้าอย่างขนานใหญ่
แล้วลักลอบส่งไปขายในจีน ผ่านทางมาเก๊า กว่าสามทศวรรษที่ผ่านมาบริษัทอินเดียตะวันออกขายฝิ่นภายใต้ร่มเงาของอินเดีย
ส่งผลทำให้ชาวจีนเกือบทั้งประเทศติดฝิ่น ไม่ว่าจะเป็นคนรวยหรือคนจน

ท้ายสุดนำมาสู่สงครามฝิ่น ค.ศ. 1841-42 ซึ่งลงเอยด้วยการที่ชาติมหาอำนาจในโลกตะวันตก 14 ราย(รวมญี่ปุ่น) พากัน
รุมกินโต๊ะจีน จนจีนพ่ายแพ้ นำไปสู่หายนะในหลายด้านของจีน ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียฮ่องกงให้แก่อังกฤษ หรือสิทธิสัญญา
ที่ไม่เป็นธรรมต่างๆ  ทำให้จีนกลายเป็นชาติ “คนป่วยของเอเชีย” (ขี้โรคเอเชีย) ยาวนานจนหลังสงครามโลกครั้งที่สองจบลง


และเหตุการณ์ดังกล่าวได้ถูกจารึกว่าเป็นการเอาชนะจีนด้วยวิธีสกปรกโสโครกที่สุดในประวัติศาสตร์

 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 28 กันยายน 2018, 12:00:31 โดย etatae333 »
นวดกระปู๋ นวดกระปู๋เชียงใหม่ นวดกระษัย ไซด์ไลน์ Sideline นวดน้ำมัน นวดอโรมา นวดแผนโบราณ อาบอบนวด ออน การบ้าน เรื่องเสียว ลายแทง หนังโป๊ AV เชียงใหม่