ผู้เขียน หัวข้อ: การฆาตกรรมในชื่อของศาสนา  (อ่าน 524 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

etatae333

  • Administrator
  • เทพเจ้าราตรี
  • *
  • กระทู้: 17750
  • Country: th
  • คะแนนจิตพิสัย +9/-0
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด
    • cmxseed
การฆาตกรรมในชื่อของศาสนา
« เมื่อ: 25 พฤษภาคม 2018, 14:55:51 »

การฆาตกรรมในชื่อของศาสนา
cr.cammy@dek-d

ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ศาสนากลายเป็นเครื่องมือข้ออ้างในการขับเคลื่อน เพื่อเปลี่ยนแปลงทางสังคม เช่นประท้วง, ลัทธิ
บางครั้งเหตุการณ์การลุกลามจนกลายเป็นเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ บางคนใช้ศาสนาเป็นข้ออ้างในการฆ่าอื่นๆ


 
อันดับ 8 Buddhist Burma


 
ประเทศพม่า เป็นประเทศที่รวมคนหลากหลายเชื้อชาติ จำนวน 67เชื้อชาติ มีภาษาหลักและภาษาท้องถิ่นมากถึง 242ภาษา
แต่กระนั้นศาสนาที่นิยมนับถือที่สุดคือ ศาสนาพุทธ วิถีชีวิตชาวพุทธในประเทศพม่า ผูกพันอย่างแน่นแฟ้น มีวัฒนธรรมชาวพุทธ
ที่เข้มแข็ง จนทำให้ประเทศพม่าได้ชื่อว่า เป็นประเทศที่มีพุทธศาสนิกชนเคร่งครัด ในคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
มากที่สุดของโลก

หากพูดถึงพม่าเรื่องราวที่โหดร้ายที่สุดในอดีตคงจะไม่เกินไปกว่า การบูชายัญเสียสละมนุษย์ในการสร้างเสาหลักเมือง ซึ่งเกิดขึ้น
ในพม่า การบูชายัญที่มีรายงานให้ทั่วโลกได้รู้คือ ในปี 1850 ที่สร้างมัณฑะเลย์ (Mandalay) นำชาย หญิง และเด็กจำนวน 52 ชีวิต 
แต่ละคนจะถูกนำไปมัดในก้นหลุมที่เตรียมไว้ พอได้ฤกษ์ก็ทุ่มด้วยหินให้ตาย เอาดินกลบ หลังจากนั้นก็เอาโอ่งที่เตรียมไว้มาวางลงไป
อย่างดี พร้อมกับทำพิธีเอาเสาเอกลงหลุมให้เหมือนกับว่าไม่มีการเอาคนลงฝังไว้ล่วงหน้านิดนึง

พอตายวิญญาณผีตายโหงเหล่านี้จะถูกสะกดไม่ให้ไปผุดไปเกิด กลายเป็นผียามเฝ้าสถานที่วนที่สุด




อันดับ 7 Thuggee Murders


 
Thuggee มาจากภาษาสันสกฤตแปลว่า ขี้โกง, หลอกลวง, ทุจริต, ตัวโกง ในประเทศอินเดียต้นศตวรรษที่ 13
มีกลุ่มผู้นับถือศาสนาฮินดูแยกตัวออกไปมาปฎิบัติพิธีกรรมสรรหาคิดค้นกันขึ้นมาเอง แล้วตั้งชื่อกลุ่มว่า "ธัค"( Thuggee)
หรือเป็นที่รู้จักกันดีในภาษาฮินดูว่า "ฟานซิการ์"(หมายถึงบ่วงรัดคอ เพราะพวกนี้ชื่อชอบที่จะรัดคอเหยื่อด้วยผ้าผืนยาว
ที่สมาชิกแต่ละคนจะถูกไว้รอบเอว โดยพวกที่มันฆ่าส่วนใหญ่จะเป็นนักท่องเที่ยว, นักเดินทาง โดยเฉพาะกองคาราวาน
จะชอบเป็นพิเศษ


พวกลัทธินี้นับถือบุชาเจ้าแม่กาลี (เทพเจ้าแห่งการทำลายล้างของชาวฮินดู เป็นปางหนึ่งของพระอุมาเทวี มีกายสีดำสนิท
มีลักษณะดุร้าย มี 10พระกร ถืออาวุธร้ายอยู่ในพระกรทั้งสิบนั้น แลบลิ้นยาวถึงทรวงอก ที่ริมฝีปากมีเลือดไหลหยดเป็นทางยาว
เครื่องประดับเป็นหัวกระโหลก มีงูใหญ่ร้อยคาดองค์ดั่งสังวาล การบูชาพระแม่กาลี ต้องใช้เลือดบริสุทธิ์ ในอดีตมีการใช้
หญิงพรหมจารีย์ไปบูชายัญด้วยเลือดจากลำคอ แต่เมื่ออังกฤษเข้าปกครองอินเดีย ได้สั่งห้ามการฆ่าคนเพื่อบูชายัญ
ปัจจุบันนี้การบูชาพระแม่กาลีใช้เลือดแพะแทน)



นอกจากจะฆ่าคนแล้วพวกลัทธินี้ก็ยังมีพิธีกรรมทรมานตัวเอง ซึ่งผู้ศรัทธาจะถูกโบยตีและทำทารุณอย่างโหดร้ายโดยเหล่า
นักบวชในลัทธิ หรือไม่ก็ถูกเกี่ยวด้วยตะขอขนาดใหญ่เขาไปในเนื้อสดๆ ในขณะที่สมาชิกคนอื่นๆ ในกลุ่มจะแสดงความ
ปลื้มปิติยินดีเป็นล้นพ้นและเปล่งเสียงออกมาพร้อมๆ กันว่า

"ชัยชนะแก่พระแม่กาลี"



พวกธัคออกอาละวาดสังหารเหยื่อตามวิธีการของลัทธิอำมหิตมายาวนานถึง 600 ปี ก่อนที่จะถูกปราบปรามโดยกองกำลัง
ทหารอังกฤษ ซึ่งระบุว่ามีสมาชิกธัค 4,500 คนถูกตัดสินว่ากระทำความผิดในคดีอาชญากรรมระหว่างปี 1830 ถึง 1848
ในจำนวนนี้ 110 คนถูกตัดสินให้ประหารชีวิต ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ ธัคกี บูห์ราม (Thug Behram ) ซึ่งฆ่าคนไปถึง 931 คน
ก่อนถูกจับได้ในปี 1812  รวมแล้วเหยื่อที่ถูกลัทธิสังหารมีมากกว่าล้านคน

 



อันดับ 6 Mormonism


 
ลัทธิมอร์มอน หรือ สิทธิชนยุคสุดท้าย (Mormonism) เราไม่สามารถหาข้อมูลได้ว่าลัทธินี้มันสอนอะไรบ้าง แต่เท่าที่รู้ศาสนานี้
ก่อตั้งโดยโจเซฟ สมิธ(1805-??)เขาได้ก่อตั้งลัทธินี้โดยการอ้างว่าเขาเห็นนิมิต โดยคำสอนส่วนใหญ่จะเน้นเรื่องคลั่งลัทธิชนชาติ
สุดขีด สาวกในลัทธินี้มีคนใหญ่คนโตมากมาย เช่น ผู้ว่า ทำให้คณะมอร์มอน เติบโตอย่างเร็วเพราะผลประโยชน์มากมาย
เช่นความมั่นคงทางสังคม ความช่วยเหลือแก่สมาชิกจากคริสตจักร การยกเว้นการเกณฑ์ทหาร


ลัทธิมอร์มอนค่องข้างให้ความสำคัญต่อพวกพ้องดังนั้นพวกเขาจะเกลียดมากหากพวกนอกลัทธิเข้ามาเปรี้ยวในถิ่นของพวกเขา
โดยเฉพาะในเมืองยูท่าห์ที่ก่อตั้งโดยสมาชิกของมอร์มอนได้พัฒนาดินแดนส่วนนี้สร้างเป็นเมืองของมอร์มอน มีคริสตจักรที่
ใหญ่โตสวยงาม ผู้ว่าราชการรัฐยูท่าห์ก็เป็นมอร์มอน จึงไม่แปลกเท่าไหร่หากพวกเขาจะเกลียดพวกนอกลัทธิมากๆ

จนกระทั้งเกิดเหตุการณ์ที่ถูกจารึกในประวัติศาสตร์ของอเมริกาขึ้นคือ สังหารหมู่ที่ภูเขามีโดว์ (Mountain Meadow massacre)
ภายใต้การนำของทหารบกไอแซก(Isaac C. Haight) เขาได้สั่งให้ บิชช๊อบ จอห์น ดี. ลี (John D. Lee) ฆ่าหมู่ผู้อพยพที่ไม่ได้
เป็นมอร์มอนโดยใช้มีดและปืน ที่หุบเขามีโดว์ ในเมืองยูท่าห์ ในวันที่ 11 กันยายน ปี 1857




ซึ่งผู้อพยพส่วนใหญ่เป็น Fancher-Baker(ชาวอเมริกันตะวันตกอพยพจากสี่มณฑลทางตะวันตกเฉียงเหนือ) และขบวนคาราวานของ
อาร์คันซอ(Arkansan)ที่อพยพไปแคลิฟอร์เนีย พวกเขาทำการปิดล้อมและสังหารผู้คนเหล่านั้นโดยปราศจากอาวุธ ผลคือทำให้
มีชายหญิงและเด็กเสียชีวิตจากการถูกฆ่าถึง 100- 140 คน บาดเจ็บ 17 ราย เหตุการณ์เหล่านี้ได้บรรยายในหนังสือพิมพ์
Harper's Weekly เมื่อ 13 สิงหาคม 1859 ไว้ว่า

“มันน่ากลัวและน่าขยะแขยงเพื่อการอธิบายเหตุการณ์นี้ โครงกระดูกมนุษย์, ชิ้นส่วนกระดูก, กะโหลกศีรษะที่น่ากลัว
และผมของผู้หญิงเกลื่อนจำนวนมากกระจายอย่างน่ากลัวในระยะทางสองไมล์”

“ส่วนศพที่เหลือที่ไม่ถูกฝังเมื่อถูกทิ้งไว้ระยะหนึ่งชิ้นส่วนพวกนั้นถูกบดเป็นชิ้นๆ โดยพวกหมาป่า เหลือแต่เพียงเนื้อ
กระดูกบางส่วนและเลือดที่ติดผ้าเท่านี้ที่ยังคงกระจัดกระจายไปทั่วถนนทางเดิน”


ส่วนผู้ก่อกรรมทำเข็นในเหตุการณ์เหล่านั้นบางส่วนได้ถูกตัดสินประหารด้วยการแขวนคอ บางส่วนก็รอดพ้นกฎหมาย
และมีชีวิตสุขสบายจนหมดสิ้นอายุไข

 



อันดับ  5 The Crusades


 
เราขอเสียใจที่สงครามครูเสดนี้ไม่ได้ติดอันดับต้นๆ เนื่องจากอันดับต้นๆ นั้นมันบ้ากว่ากันเยอะ สงครามครูเสด หรือเรียกว่า
สงครามไม้กางเขน เป็นสงครามสงครามระหว่างศาสนา ของชาวมุสลิมและชาวคริสต์จากยุโรป ในช่วงศตวรรษที่ 11 ถึง 13
โดยชาวคริสต์ต้องการดินแดนศักดิ์สิทธิ์เยรูซาเร็มที่เชื่อกันว่าศูนย์กลางของโลกใบนี้ และเมืองอิสตันบูล ประเทศตุรกี
ซึ่งอดีตเคยเป็นของอาณาจักรโรมอยู่ก่อนแต่อิสลามได้เข้ามายึดที่นี้


สงครามครูเสดเกิดขึ้นหลายครั้ง แต่ครั้งที่สำคัญที่ใหญ่ที่สุดเกิดขึ้นระหว่างศตวรรษที่ 11 ถึง 13 ซึ่งมีสงครามใหญ่ๆเกิดขึ้น
ถึง 9 ครั้งในมหาสงครามครั้งนี้และยังมีสงครามย่อยๆเกิดอีกหลายครั้งในระหว่างนั้น สงครามบางครั้งก็เกิดขึ้นภายในยุโรปเอง
เช่น ที่สเปน



เหตุการณ์สำคัญที่เกี่ยวของกับสงครามครูเสดนั้นมีหลายเหตุการณ์ ที่แสดงถึงสันดานดิบของมนุษย์และความโหดร้าย
เป็นอย่างดี หนึ่งในเหตุการณ์นี้คือการสังหารหมู่ที่มาร์ร่า  (Siege of Ma'arrat al-Numan) วันที่ 12 ธันวาคม 1098
ในสงครามครูเสด กองทัพของ Raymond de Saint Gilles มาถึงเมืองในมาร์ร่า (พวกครูเสดเรียกเมืองนี้) หรือเมือง
Ma'arat al-Numan (ภาษาอาหรับ) เป็นเมืองเล็กๆ รักสงบ ผู้คนใจดี

แต่ดูเหมือนกองทัพ Raymond ไม่ใจดีด้วยเพราะพวกเขาแต่ละคนกำลังตกสภาพที่หิวโหย บางคนมีอาการขาดอาหารด้วยซ้ำ
บวกกับทหารครูเสดบางคนได้มีจิตสำนึกว่าฆ่าคนนอกศาสนาไม่บาป ดังนั้นพวกเขาจึงบุกเข้าเมืองอย่างบ้าคลั่ง ส่งผลให้
ชาวเมืองไปราว 2 หมื่นคนถูกฆ่าอย่างโหด และเมื่อจัดการเสร็จปรากฏว่าในเมืองมีอาหารไม่เพียงพอ

ดังนั้นทางแก้ปัญหาคือการกินเนื้อชาวเมืองมาร์ร่าหรือพวกนอกศาสนาอย่างที่พวกเขาว่านั้นแหละ โดยเรื่องนี้ยังปรากฏ
ในบันทึกของ Radulph แห่ง Caen, ดังนี้




"..เนื่องจากการขาดแคลนอาหาร กองทัพทหารของเราจึงจับพวกนอกรีต นอกศาสนาต้มทั้งเป็นในหม้อต้มอาหาร
พวกเขาเสียบทะลุเด็กและนำพวกเขาไปย่าง"


ส่วนนี้เป็นของ Fulcher แห่ง Chartres เขียนไว้ว่า

" ฉันสั่นกลัวเพื่อบอกว่ากองทัพของเรา ที่ความบ้าคลั่งเพราะความหิว ต้องตัดแก้มก้นของคนที่ตายแล้ว เพื่อทำอาหาร
แต่ไม่ทันที่ปิ้งสุกดี พวกเขาก็กลืนมันเข้าปากอย่างป่าเถื่อน”


สรุปของสงครามครูเสดจากเริ่มต้น และสิ้นสุดคือการสูญเสียชีวิตมนุษย์นับไม่ถ้วน ผู้คนนับล้านไร้ที่อยู่ บ้านเมืองถูกทำลาย
แต่กระนั้นผลของสงครามทำให้กองทัพมุสลิม สามารถยึดดินแดนศักดิ์สิทธิ์คืนจากชาวคริสต์ได้ และขับไล่ผู้รุกรานต่างชาติ
ต่างศาสนาในดินแดนออกไป ทำให้ยังคงดำรงชาติมุสลิมสืบต่อมาจนถึงทุกวันนี้

 



อันดับ 4 The Witch Hunts


 
ล่าแม่มด เป็นเสมือนรอยแปดเปื้อนในประวัติศาสตร์แห่งมวลมนุษยชาติ ที่ไม่สามารลบเลือนได้ ของยุโรป ในสมัยยุคกลาง
ที่ยุคนั้นอยู่ภายใต้การปกครองของคริสจักรที่ความพยายามกำจัดสิ่งที่นอกเหนือจากคำสอนของศาสนาออกไป


พวกนอกศาสนาหรือพวกแม่มดถูกประณามว่าเป็นสัญลักษณ์ของความชั่วร้าย ลูกสมุนซาตาน หากเกิดภัยธรรมชาติขึ้น
จะโทษแม่มดลูกเดียว จนเป็นเหตุทำให้พวกบาทหลวงและผู้ที่อ้างตนว่าเป็นผู้รับใช้พระเจ้า ระดมหาผู้ต้องสงสัยว่าเป็นแม่มด
ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้บริสุทธิ์ เนื่องจากเกณฑ์การพิจารณาผู้เป็นแม่มดนั้นมันช่วงห่วยแตกสิ้นดี เช่น อาศัยอยู่คนเดียว, มีความรู้
เกี่ยวกับสมุนไพร, มีสัญลักษณ์ แตกต่างจากคนอื่น, มีความรู้เรื่องมายากล ฯลฯ โดนหมด



และจะมีการทรมานที่โหดร้ายเกินกว่ามนุษย์จะทนได้ เช่น เอาเหล็กนาบตัว เฆี่ยนตี การใช้ตะปูควง ตอกเล็บเพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหา
คายซัดทอดชื่อคนที่เป็นแม่มดเพิ่มขึ้นอีก ส่งผลให้มีผู้บริสุทธิ์ถูกจับขึ้นมากเรื่อยๆ และทั้งหมดถูกตัดสินประหารเผาประจานทั้งเป็น
ภายใต้ข้ออ้างจากไบเบิลที่อ้างว่า


" สูเจ้าจะต้องไม่ทรมานแม่มดด้วยการปล่อยให้มีชีวิต (Thou shlt not suffer a witch to live) "

การเข่นฆ่าตอนนั้นจึงได้รับรองว่าเป็นสิ่งชอบธรรม การล่าแม่มดนี้เกิดขึ้นราวศตวรรษที่ 15 ต่อเนื่องไปจนถึง ศตวรรษที่ 17
นานถึงหลายร้อยปีทีเดียวทำให้จำนวนผู้บริสุทธิ์ที่ถูกสังหารด้วยข้อหาแม่มดมีจำนวนมหาศาล เฉพาะในเยอรมนีมีไม่น้อยกว่า
100,000 คน ฝรั่งเศสกับสกอตแลนด์รวมแล้วราว 10,000 คน อังกฤษประมาณกว่า 1,000 คน เมื่อประเมินทุกประเทศ
เชื่อกันว่าไม่น้อยกว่า 200,000 คน




 
อันดับ 3 Roman Persecution of Christians



 
ในสมัยโรมันเมื่อศาสนาคริสต์มีผู้นับถือมากขึ้น ส่งผลให้ชาวโรมันที่นับถือเทพโอลิมเปียนเกิดอาการเปรี้ยวชาวคริสต์
อย่างบอกไม่ถูก เนื่องจากชาวคริสต์ไม่เคารพเหล่าเทวดาของกรีกโรมัน ซึ่งเป็นหน้าที่ของพลเมืองโรมันตามกฎหมาย 


ส่วนใหญ่แล้วคนนับถือเทพโอลิมเปียนล้วนเป็นคนชั้นสูงแทบทั้งสิ้น ส่วนคนนับถือคริสต์นั้นเป็นแค่พลเรือน ทำให้ฝ่าย
คณะโอลิมเปียฆ่าแกงคนนับถือคริสต์อย่างโหดร้าย โดยเป้าหมายคือชาวยิว ทำให้มีเหตุการณ์สังหารหมู่เกิดขึ้น
เด็กชาย หญิง สาวก นักบุญ ล้วนถูกฆ่าแทบทั้งสิ้น และการประหารแต่ละครั้งนั้นช่างสรรหาจริงๆ ไม่ว่าจะเป็น
วิธีตรึงกางเขน, Bestiarii



การสังหารหมู่ชาวคริสต์ครั้งใหญ่ที่สุดเกิดในจักรพรรดิโรมนามนีโร(Nero) (15 ธ.ค. ค.ศ. 37 – 9 มิ.ย. ค.ศ. 68)
ตามที่ แทคซิตุส (Tacitus ค.ศ. 55 - 117) นักประวัติศาสตร์ชาวโรมันเขียนไว้ว่า ในปี ค.ศ. 68  เกิดเหตุการณ์ไฟไหม้
กรุงโรมครั้งใหญ่ ในคืนวันที่ 18 ก.ค. – วันที่ 19 ก.ค. ในย่านของคนยากไร้ ส่งผลให้มีคนตายเป็นจำนวนมากและ
บ้านเรือนเสียหายไปมากมาย


มีข่าวลือออกมาว่า จักรพรรดินีโรเป็นผู้บงการให้เผากรุงโรมเพราะจะเอาที่ไปสร้างวัง แต่พระองค์จงใจจะปิดเรื่องนี้ไว้
โดยโยนความผิดไปให้พวกชาวคริสต์ ซึ่งในขณะนั้นเป็นเพียงลัทธิเล็กๆในกลุ่มศาสนายูดายในสายตาของทางการโรมัน
จนเกิดเหตุการณ์ฆ่าชาวคริสต์ครั้งใหญ่เป็นครั้งแรก นักบุญปีเตอร์ อัครสาวกและนักบุญปอล อัครสาวกถูกสังหารก็ในคราวนี้ด้วย
(นักบุญปีเตอร์ท่านได้ถูกจับตรึงกางเขน และท่านได้ขอร้องให้เอาศีรษะทิ่มลงหิน โดยกล่าวว่า ท่านไม่สมควรที่จะตาย
ในลักษณะเดียวกับพระเยซูเจ้าพระอาจารย์)



จากนั้นเป็นต้นมาเมื่อมีความผิดปกติในจักรวรรดิ เกิดฝนแล้ง ทุพภิกขภัย ความอดอยาก โรคระบาด ก็จะมีการโทษพวก
ชาวคริสต์อยู่ร่ำไปและนั่นทำให้การฆ่าชาวคริสต์เกิดขึ้นอยู่เนืองๆตลอดประวัติศาสตร์ช่วงต้นของศาสนาคริสต์ จริงไม่น่าแปลก
แต่อย่างใดที่เมื่อคริสต์เป็นใหญ่แล้วจะทำตามอย่างโรมันบ้างโดยการสังหารคนลัทธินอกศาสนาตรงข้ามกับตน

(แต่คนที่โดนก็ยังเป็นชาวยิวอยู่ดี)



 
อันดับ 2 Aztec Human Sacrifice


 
แอซเทค (Aztecs) เป็นชื่อของชนเผ่าอินเดียน ที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในทวีปอเมริกากลาง พวกเขามีพิธีกรรมที่แปลกประหลาด
ยากแก่ความเข้าใจ นั้นคือการบูชายัญมนุษย์ ประมาณ 20,000 คนจะถูกสังหารภายใน 4 วัน! เพียงเพื่อเอาใจ
"เทพเจ้าแห่งพระอาทิตย์ " เท่านั้น


พิธีการบูชายัญนี้ส่วนมากมักเกิดขึ้นเมื่อเกิดภัยพิบัติต่างๆ พวกนักบวชและพวกขุนนางคนใหญ่คนโตจะประชุมกัน และตระเตรียม
พิธีบวงสรวงที่พีระมิดพระจันทร์ มนุษย์ที่ถูกบูชายัญนั้นเป็นหญิงสาวบริสุทธิ์ที่ถูกเลือกโดยพิธีกรรมพิเศษมิใช่เชลยสงคราม
อย่างที่เข้าใจกันมาตลอด



ครั้งเมื่อถึงพิธีพวกเขาจะนำเหยื่ออาบน้ำแล้วใส่เสื้อคลุมของเทพดวงอาทิตย์ แล้วไปยังฐานพีระมิดพาขึ้นไปบนหอคอยสูง 30 เมตร
โดยมือทั้งสองมัดไพล่หลังและมีเชือกผูกร้อยคอของเหยื่อแต่ละคนด้วยกัน จากนั้นเหยื่อจะถูกทาสี จับนั่งล้อมก้อนหินธรรมชาติ
ที่อยู่ตรงกลางลาน และเมื่อถึงฤกษ์ยาม ให้นักบวชชาวแอซเทคจับแขนขาไว้คนละข้างแล้วยึดไว้ ลิ่มโลหะขนาดใหญ่ก็จะถูกตอกลง
ที่เล็บและหลังของเหยื่อจนเลือดไหล่ออกทันที เสียงร้องโหยหวนทรมานดังก้องไปทั่วลาน ซึ่งสำหรับชาวแอซเทคแล้วถือว่าเสียงนี้
เป็นเครื่องบูชาเทพเจ้าชั้นเยี่ยม

ขณะที่อีกคนหยิบมีดหินใช้มันผ่าเปิดหน้าอกอย่างช้าๆ (ศัตรูคงดิ้นทรมานสุดฤทธิ์เลยนะนั้น) พร้อมดึงหัวใจที่กำลังเต้นของศัตรูออกมา
ชู "หัวใจที่ยังเต้น" ขึ้นไปยังดวงอาทิตย์ จากนั้นก็กลิ้งศพลงมาตามขั้นบันได เอาไปให้คนชำแหละควักไส้,ถอดเล็บ
ถลกหนังศีรษะ และพวกเขาก็กินมันอย่างเอร็ดอร่อย (แหวะ)




บางครั้งพวกนักบวชอาจจะถลกหนังเหยื่อและนำมาคลุมร่างไว้ถึง 20 วัน โดยไม่อาบน้ำหรือเปลี่ยนเสื้อเลย (โคตรเหม็นแน่ๆ)
ส่วนซากศพที่เหลือนั้น พวกเขาจะปล่อยทิ้งไว้ให้หนอนแมลงวันกัดกินจนเหลือกระดูกตามวัฏจักรธรรมชาติ

จากสถิตกล่าวว่าครั้งที่สังหารเหยื่อ เพื่อบูชาเทพเจ้ามากที่สุดอยู่ในสมัยกษัตริย์ Ahuitzotl มีเหยื่อบูชายัญโดยวิธีนี้ถึง 80,000 คน
แต่จากหลักฐานทางธรณีวิทยาพบว่าการบูชายัณนี้ไม่ได้ทำให้ภัยพิบัติหยุดใดๆ มั้งสิ้น พายุคงคงกระหน่ำอาณาจักรของพวกเขา
ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้อารธรรมแอซแทคสาปสูญไปเลนก็ได้





 
อันดับ 1 Islamic Jihads


 
ความจริงแล้วความหมายญิฮาหรือจิฮัดแท้ๆ ในภาษาอาหรับหมายความว่า "ความพยายามทางศาสนา" ความพยายามที่จะเพิ่มศรัทธา
ในพระเจ้ารวมทั้งการทำความดี นอกจากนี้ญิฮาดตามคำอธิบายของนักวิชาการมุสลิมแล้วฮาดเป็น 4 ประเภทคือ


- ญิฮาดโดยหัวใจ คือการต่อสู้กับกิเลสตัณหาในตัวเอง
- ญิฮาดโดยลิ้น คือการเผยแพร่ศาสนาโดยใช้วาจา
- ญิฮาดโดยมือ คือการสนับสนุนความถูกต้องโดยใช้กำลังร่างกาย
- ญิฮาดโดยอาวุธ คือการตอบโต้การกดขี่ข่มเหงด้วยกำลังอาวุธเมื่อไม่มีทางแก้ไขอย่างอื่น

หลังจากที่สงครามครูเสดจบลงไปนานหลายร้อยปี สงครามศักดิ์สิทธิ์ ก็เริ่มก่อตัวขึ้นมาใหม่ เมื่อสหรัฐและประเทศที่เจริญกว่ามารุกราน
ในโลกตะวันออกกลางและโลกอาหรับ กอบโกยผลประโยชน์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรและน้ำมัน ส่งผลให้ เกิดความขัดแย้งระหว่าง
ศาสนาอิสลามและศาสนาคริสต์ขึ้น คนที่ไม่พอใจก็ได้ตั้งตนเป็นขบวนการก่อการร้ายโดยใช้แนวความคิดและความไม่พอใจสหรัฐฯ
และชาวยิวและต่อมาได้ใช้คำว่า “ญิฮา-สงครามศักดิ์สิทธิ์” ซึ่งพวกเขาได้ให้ความหมายว่า “การต่อสู้สุดขีด” หมายรวมทั้งต่อสู้ภายนอก
และต่อสู้ภายใน แม้กระทั่งการต่อสู้กับตัวเองเพื่อที่จะพ้นจากตัวร้ายต่าง ๆ 



ความจริงแล้วตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาจิฮัคอยู่คู่กับประวัติศาสตร์โลกมาอย่างยาวนานกว่า 12 ศตวรรษ เห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้

-การประกาศจิฮัคในอัฟกานิสถานเพื่อต่อต้านอังกฤษ เกิดขึ้น 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อ 1839 ครั้งที่ 2 เมื่อ 1919 ผลสุดท้ายทำให้
อัฟกานิสถานพ้นสภาพรัฐในอารักขาของอังกฤษ และได้รับเอกราช

-การประกาศจิฮัคในอัฟกานิสถานเพื่อต่อต้านสหภาพโซเวียต เริ่มเมื่อ 1982 โดยมุญาฮีดีนกลุ่มต่างๆ และได้รับการสนับสนุนจาก
สหรัฐอเมริกา ซาอุดิอาระเบียและปากีสถาน ผลสุดท้ายโซเวียตยอมถอยทัพ

-การประกาศจิฮัคในสงครามกลางเมืองของอัฟกานิสถาน (1989 - 2000) เป็นการประกาศจิฮัคระหว่างกลุ่มมูจาฮีดีนที่เคยร่วมรบ
กับโซเวียตมาเพื่อแย่งชิงอำนาจ ผลสุดท้าย กลุ่มตาลีบันสามารถยึดครองกรุงคาบูลได้



-การประกาศจิฮัคในสงครามอ่าวเปอร์เซีย 1990 โดยประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซนของอิรัก แต่ไม่ได้รับการยอมรับเท่าใดเพราะก่อนหน้านี้
อิรักรุกรานคูเวตที่เป็นมุสลิมเหมือนกัน

-การประกาศญิฮาดในอัฟกานิสถานเพื่อต่อต้านสหรัฐ เมื่อ 2001 ผลสุดท้าย รัฐบาลตาลีบันถูกล้มล้าง แต่ยังเคลื่อนไหวต่อต้าน
รัฐบาลใหม่ของอัฟกานิสถานอยู่

-การประกาศจิฮัคของกลุ่มอัลเควดา จนเกิดสงครามทั่วโลก เกิดเหตุการณ์ 9/11, การลอบสังหารผู้นำประเทศต่างๆ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 25 พฤษภาคม 2018, 16:56:10 โดย etatae333 »
นวดกระปู๋ นวดกระปู๋เชียงใหม่ นวดกระษัย ไซด์ไลน์ Sideline นวดน้ำมัน นวดอโรมา นวดแผนโบราณ อาบอบนวด ออน การบ้าน เรื่องเสียว ลายแทง หนังโป๊ AV เชียงใหม่