ผู้เขียน หัวข้อ: บุคคลดังที่ฟอกเงินได้ชั่วร้ายที่สุด  (อ่าน 462 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

etatae333

  • Administrator
  • เทพเจ้าราตรี
  • *
  • กระทู้: 17750
  • Country: th
  • คะแนนจิตพิสัย +9/-0
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด
    • cmxseed

บุคคลดังที่ฟอกเงินได้ชั่วร้ายที่สุด



การฟอกเงินหมายถึงการปรับเปลี่ยนเงินทอง หรือทรัพย์สินจากการประกอบอาชีพที่ผิดกฎหมาย เช่น
ค้ายาเสพย์ติด ค้าอาวุธเถื่อน สินค้าหนีภาษี การพนัน การละเมิดลิขสิทธิ์ การปลอมแปลงเงินตรา
การปลอมแปลงเอกสาร ค้ามนุษย์ ต้มตุ๋น หลอกลวง ขโมย จี้ปล้น ค่าไถ่


ส่วน สินบน คอร์รัปชั่น แล้วนำเงินเหล่านี้ไปลงทุนหรือไปฟอกในธุรกิจที่ถูกกฎหมายให้มีความน่าเชื่อถือ เช่น
ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ กองทุนต่างๆ เพื่อหลอกให้คนอื่นเชื่อว่าเงินทองที่ได้เป็นเงินที่สะอาด โดยตั้งแต่
อดีตและปัจจุบันมีบุคคลฟอกเงินด้วยวิธีแบบนี้มากมาย ส่วนใหญ่ เป็นนักการเมือง ผู้นำ นักธุรกิจ โดยฟอกเงิน
แต่ละครั้งนำมาซึ่งการทำลายเศรษฐกิจของประเทศ จนชาติแทบล่มจม


และนี้คือ 10 บุคคลดังที่ฟอกเงินได้ชั่วร้ายที่สุด
 

10. Semion Yudkovich Mogilevich
 


Semion Yudkovich Mogilevich(1946-ปัจจุบันอายุ 64 ปี) เขาเกิดในยูเครน ในชนชั้นกลางของชาวยิว
อายุ 22 ปีเขาก็จบปริญญาเศรษฐศาสตร์ ก่อนที่จะก่ออาชญากรรมในปี 1975 และมีส่วนร่วมในการลักขโมย
และฉ้อโกงหลายคดี จนกระทั้งเขาได้กลายเป็นมาเฟียรัสเซียที่มีวงเงินมากที่สุดในโลก จนได้ชื่อเล่นว่า
“ดอนหัวใส(The Brainy Don)”


เพราะความเฉียบแหลมในธุรกิจของเขา เขาสามารถทำธุรกิจน้ำมันหนีภาษี, ซุกหุ้น, ตลาดมืด ส่วนเกี่ยวข้อง
ตั้งแต่รับจ้างฆ่าไปจนถึงค้าอาวุธเถื่อนตั้งแต่ไม้จิ้มฟันไปจนถึงส่วนประกอบของอาวุธนิวเคลียร์ นอกจากนี้เขา
ยังมีอีกฉายาหนึ่งว่า “นักก่อการประท้วงที่อันตรายที่สุดในโลก” ที่อังกฤษห้ามให้เข้าประเทศด้วยเหตุผลคือ
“เขาเป็นชายที่อันตรายที่สุดในโลก” จนทำให้เขาเคยติดอยู่ในบุคคลที่โลกต้องการตัวมากที่สุด
(ใน10 อันดับของเอฟบีไอ)

เขาเคยถูกจับตัวหลายครั้ง แต่เพราะว่าเขาฉลาดทำให้ไม่มีใครเอาผิดเขาในกฎหมายได้ ทุกวันนี้เขา
ไม่ได้รับโทษแต่อย่างใด

 




9.Meyer Lansky


                 
เมเยอร์(1902-1983)เป็นชาวยิวเชื้อสายอเมริกัน เกิดในครอบครัวโปแลนด์ เขาวงการอาชญากรรมตั้งแต่เด็กก่อน
ที่จะเรียนรู้กลโกงต่างๆ จนได้รับฉายาว่า “นักบัญชีแห่งความวุ่นวาย(Mob's Accountant)” ได้รับการยอมรับว่า
เป็นเจ้าพ่อฟอกเงินสมัยใหม่

ในทศวรรษที่ 1930 เขาเป็นคนแรกในทะเลคาริเบียนที่ซ่อนเงินทางอาชญากรรมโดยการฟอกเงินผ่านคาสิโนใน
ลาสเวกัสก่อนที่จะย้ายไปคิวบาซึ่งเขาดูแลการสัมปทานการพนันที่นั้น ทั้งชีวิตของเขามีเงินนับไม่ถ้วนในธนาคารสวิส
และบริษัทในฮ่องกง, อิสราเอลและอเมริกาใต้ เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญการใช้ประโยชน์ช่องว่างจากฎหมาย รวมถึงการ
ยืดหยุ่นจากรัฐบาลเจ้าหน้าที่ข้าราชการและมาเฟียอิตาลี และเขาก็ไม่เคยถูกดำเนินคดีตามกฎหมายใดๆ ทั้งสิ้น

เอฟบีไอพยายามนำตัวเขามาเพื่อรับโทษตามกฎหมายโดยเชื่อว่าเขาซุกเงินกว่า 300 ล้านเหรียญไว้ในธนาคาร
เงินฝากหากแต่พวกเขาไม่เคยพบจำนวนเงินดังกล่าวเลย เขาเสียชีวิตจากโรคมะเร็งปอดและเรื่องราวเหล่านี้ได้

ประวัติชีวิตของเขาถูกสร้างเป็นภาพยนตร์หลายเรื่อง อย่างเรื่อง The Lost City (2005)







8. Al Capone



อัล คาโปน(1899-1947) เขาเป็นนักธุรกิจและหัวหน้ามาเฟียอันธพาลแห่งชิคาโกที่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่กล้าแตะต้อง
อดีตเขาเคยเป็นช่างตัดผลในครอบครัวชาวอิตาลีอพยพ เขาเลิกเรียนหนังสือแล้วเข้ามาอยู่ในวงจรอาชญากรรม ก่อนที่
จะไต่เต้ามาเป็นมาเฟียอย่างเต็มตัว

เขามีประวัติอาชญากรรมหนากว่าพันหน้าแต่ก็ไม่ใครใครเอาผิดเขาได้ โดยเฉพาะการฟอกเงินจากงานผิดกฎหมาย
ไม่ว่าจะเป็นการค้าเหล้าเถื่อน โสเภณี การพนัน จนกระทั้งเขาถูกจำคุกเจ็ดปีในข้อหาหลีกเลี่ยงภาษีและถูกส่งตัวไป
ขังคุกในอัลคาทราช เป็นอันสิ้นสุดยุคของเขาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ในช่วงปั่นปลายเขาป่วยเป็นโรคซิลิสและเสียชีวิต เมื่อวันที่ 25 มกราคม 1947




7. Sani Abacha



นายพล สานิ อาบาชา(1943-1998) เป็นผู้นำทางการทหารและนักการเมืองของไนจีเรีย ในปี 1993 ด้วยระบบ
การปกครองเผด็จการอันฉาวโฉ่ของเขาในช่วง 5 ปี(1993-1998) เขาและครอบครัวได้สูบเงินจากเงินกองทุน
ของประเทศกว่า 3 ล้านปอนด์ จนได้รับการจดบันทึกว่า เป็นผู้นำที่ทำให้ชาติล่มจมเป็นอันดับต้นๆ ของโลก(อันดับ 4)
โดยเขาถูกกล่าวหาว่าละเมิดสิทธิมนุษย์ชน โกงน้ำมันซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญในประเทศ

อย่างไรก็ตามเขาตายด้วยโรคหัวใจวายในปี1998 รวมอายุ 54 ปี และถูกฝังทันทีโดยไม่ต้องชันสูตรใดๆ
(ตามกฎมุสลิม)ก่อนที่จะมีข่าวลือว่าเขาได้รับพิษ



รู้ไปก็เท่านั้น ทำไมต้องธนาคารสวิส ทำไมธนาคารสวิสจึงเป็นแหล่งฝากเงินของผู้มีอำนาจในหลายประเทศ
ที่มักนำเงินมาฟออกและฝากธนาคารแห่งนี้ลับๆ สาเหตุเนื่องมาจากธนาคารสวิส ในนครซูริกนั้นเป็นศูนย์กลาง
เศรษฐกิจของประเทศ เป็นที่ตั้งของธนาคารนานาชาติ มีธนาคารใหญ่ห้าอันดับแรกของประเทศ และมีธนาคาร
ที่นั่นมีชื่อเสียงในการเก็บความลับ

ซึ่งนั้นเป็นการยากที่จะทำให้ เจ้าหน้าที่กรมสรรพากร หรือแม้แต่ รัฐบาลต่างประเทศตรวจสอบได้
ยกเว้นถ้ามีหมายศาลของตรวจสอบบัญชี

 



6.Sese Seko Mobutu


   
โมบูตู เซเซ เซโก (1930-1997) ได้สถาปนาการปกครองระบอบเผด็จการภายใต้ชื่อสาธารณรัฐคองโกที่ 2
เขาปกครองคองโก (หรือเรียกว่าซาอีร์ตั้งแต่ 1965-1997)

เขาถือกำเนิดจากแม่ที่หนีมาจากการถูกทำหญิงในฮาเร็ม ของหัวหน้าหมู่บ้านท้องถิ่นแล้วมาทำงานในบ้าน
ผู้พิพากษาชาวเบลเยียม และภรรยาของผู้พิพากษาชอบเขาเลยได้สอนเขาพูดและอ่านจนคล่องแคล่ว
และได้รับการศึกษา เขานำความรู้นี้มาใช้กับการเมืองคองโกจัดตั้งกองทหาร และมันก็ได้ทำให้เขาสามารถ
ยึดอำนาจจากรัฐประหารได้ในปี 1965

แต่กระนั้นเมื่อผู้นำประเทศแล้วเขากลับห้ามวัฒนธรรมตะวันตก เขายกเลิกเครื่องแต่งกายที่เป็นตะวันตก
และวัฒนธรรมตะวันตกต่างๆ เขาเปลี่ยนธงของคองโกใหม่ และตั้งกฎหลายอย่างเพื่อทำลายศัตรูการเมือง
ของเขา นอกจากนั้นเขายังฟอกเงินจนติดอันดับ บุคคลที่ทำให้ชาติล่มจมเป็นอันดับสาม เป็นเงินกว่า
5000000000 ดอลลาร์ และเงินดังกล่าวไม่ได้รับกลับคืน ท่ามกลางประเทศที่ยากจนข้นแค้นเขากลับ
ไปช้อปปิ้งที่ปารีสกับครอบครัว

เขาตายจากการถูกเนรเทศในโมร็อกโกในปี 1997
 



5. Leopold II of Belgium



สมเด็จพระเจ้าเลโอโปลด์ที่ 2 เป็นกษัตริย์ของเบลเยียม ในช่วง 1865-1909 ด้วยการสนับสนุนทางการเงิน
จากรัฐบาล เขาได้สร้างรัฐอิสระคองโก มาครอบครองเป็นส่วนบุคคล ในปี 1885  พระองค์ทรงแต่งตั้งพระสังฆราช
และผู้มีบุญคุณมาปกครองประเทศ เขาปิดพรมแดนทั้งหมดเพื่อควบคุมตัวบุคคลและธุริกจทั้งหมดในประเทศ
และทำให้ประเทศเป็นตลอดค้าแรงงานทาสที่โหดร้ายที่สุดในโลก




เขาทำกำไรมหาศาลจาก ยางและงาช้างในภูมิภาคแอฟริกา(ในปี 1890 คองโกเป็นผู้จำหน่ายยางที่ใหญ่ที่สุดในโลก)
เขาถือหุ้นหลายบริษัทและนำเงินมาพัฒนาประเทศเบลเยี่ยม ในขณะที่ ชาวคองโกเสียชีวิตประมาณ 3 ล้านคน
เพราะทำงานหนักจนตาย จนกระทั้งในปี 1907 พระองค์ได้ถูกบังคับให้สละการควบคุมประเทศให้แก่รัฐบาลเบลเยี่ยม
แต่สำหรับคองโกนั้นพวกเขากลับได้รับผลเสีย ที่ยากจะกลับมาเป็นอย่างเดิมได้จนถึงปัจจุบัน

เพราะจำนวนเงินที่เสียหายให้แก่สมเด็จพระเจ้าเลโอโปลด์ที่ 2 มีมูลค่า เท่ากับ ค่า GNP
ของคองโกปัจจุบันสำหรับ 22 ปีขึ้นไป





4. Dawood Ibrahim
 


Dawood Ibrahim (1955-??) เขาเป็นชาวอินเดียและผู้นำองค์กรอาชญากรรม “บริษัท D” เขาเป็นจอมวายร้าย
ที่ตำรวจสากลและอินเดียต้องการตัวมากที่สุด เขามีส่วนร่วมการก่ออาชญากรรม ไม่ว่าจะเป็นค้ายาเสพย์ติด รับจ้างฆ่า
ที่ส่วนใหญ่มักดำเนินการในอินเดีย

นอกจากนี้เขายังมีข้อหาการก่อการร้ายที่วางระเบิดบอมเบย์ ในปี 1993, และการปลอมแปลง  ฯลฯ นอกจากจะร่วมมือ
องค์กรอัลกออิดะห์แล้ว เขายังมีพี่น้องที่เป็นมาเฟียอยู่ทั่วโลก ทุกวันนี้เขาได้รับผลประโยชน์ทางธุรกิจที่แพร่ระบาดใน
มาเลเซีย, สิงคโปร์. ไทย. ศรีลังกา, เนปาล, ดูไบ, เยอรมัน, ฝรั่งเศส และหลายประเทศในแอฟริกา

เขาติดอันดับ 10 บุคคลที่โลกต้องการตัวมากที่สุด หากแต่ปัจจุบันยังไม่สามารถจับตัวเขาได้และไม่รู้เขาอยู่อยู่ที่ไหน
แต่หลายคนเชื่อว่าเขาตายเพราะโรคหัวใจในขณะที่บางคนเชื่อเขายังมีชีวิตอยู่แถวปากีสถาน





3. Ferdinand Marcos



เฟอร์ดินานท์ มาร์กอส(1917-1989) อดีตทนายความ ที่สามารถขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 10 ของฟิลิปปินส์
อยู่ในตำแหน่งยาวนานถึง 31 ปี ตั้งแต่ปีค.ศ.1965-1986  เขาเป็นประธานาธิบดีรูปหล่อ ฉลาดและเป็นนักวางแผน
ทำการคอรัปชั่นมากมายอย่างยากจับได้ยาก เขาใช้ความเป็นนักกฎหมาย ใช้อำนาจและช่องโว่ในรัฐธรรมนูญเพิ่ม
อำนาจให้ตัวเอง สร้างสถานการณ์ ประกาศกฎอัยการศึก คุมอำนาจทางทหารไว้ในมือ จำกัดสิทธิสื่อสารมวลชน 
สถาปนาตนเองมีอำนาจสูงสุด สังหารศัตรูทางการเมือง ทำให้ประชาชนในประเทศเป็นหนี้เป็นสินจำนวนมาก

ด้วยโครงการต่างๆ เอาผลประโยชน์ให้เพื่อนพ้องตระกูลมาร์กอสและบริวารผูกขาดอำนาจทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ
มั่งคั่งร่ำรวย ส่งผลทำให้เศรษฐกิจฟิลิปปินส์ตกต่ำจนยากที่จะกลับมาแก้ไขได้ดั่งเดิมจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้เขายัง
ฟอกเงินโดยซักรีดเงินกว่าพันล้านดอลลาร์ผ่านกองทุนสาธารณะ แล้วไปฝากที่สวิสและประเทศอื่นๆ



[color=พำก]ผลสุดท้ายเขาก็พ้นจากตำแหน่งโดยการหลบหนีออกนอกประเทศ [/color]หลังการลุกฮือของประชาชน เขาเสียชีวิต
ขณะลี้ภัยอยู่ในสหรัฐอเมริกา ปัจจุบันทางการฟิลิปปินส์พยายามที่จะอายัดทรัพย์สมบัติของครอบครัวมาร์กอส
และดำเนินคดีในข้อหาใช้อิทธิพลคอรัปชั่น ในระหว่างดำรงตำแหน่งทางการเมืองอยู่
(ถ้าจำไม่ผิดเขาติดอยู่ในอันดับ 2 บุคคลที่ทำให้ชาติล่มจมอันดับ 2 ของโลก)

จำนวนเงินที่ซักฟอก ประมาณ 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ – 10 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
 



2. Pablo Escobar



พาโบล เอสโคบาร์ (1949-1993) เป็นเจ้าพ่อโคเคนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโคลัมเบีย และของโลก ที่ผูกขาดการ
ซื้อขายโคเคนถึง 80%ในโลก และเขายังมีดีกรีติดอันดับคนที่รวยที่สุดในโลกอันดับ 7 จากนิตยสารฟอร์บส์
ที่มีเงินในกระเป๋าถึง 9,000,000,000 ดอลลาร์ เป็นคนที่ทำผิดทางอาญาที่ประสบผลสำเร็จมากที่สุด
เท่ามีในประวัติศาสตร์ เขารวยมากชนิดที่เรียกว่าที่บ้านของเขานั้นมีรถหรูมากมาย ใช้คลังสินค้าเก็บเงิน
มีอยู่ครั้งหนึ่งเขาเคยเผาเงิน 2 ล้านดอลลาร์เพียงเพื่อให้ความอบอุ่นที่เท้าตอนทำงาน


แต่เชื่อหรือไม่ว่าอดีตของพาโบลนั้น เขาเกิดในบ้านที่เป็นกระท่อม ไม่มีทั้งน้ำและไฟใช้ เขามีนิสัยเกเร
ชอบแกล้งคนอื่นในโรงเรียน แถมโดนจับข้อหาขโมยเล็กน้อย ก่อนที่เขาจะกระโจมเข้าสู่วงการอาชญากรรม
เข้าส่งการขายโคเคน โดยเขาได้ลักลอบโคเคนไปขายสหรัฐ และมันก็ได้ทำเงินแก่เขาอย่างมหาศาล




เอสโคบาร์เป็นทั้งวีรบุรุษและซาตานของชาวโคลัมเบียในเวลาเดียว เขามักปรากฏตัวอย่างมีเอกลักษณ์
ในชุดเสื้อคอกลมและแขนสั้น เขาชอบช่วยเหลือเด็กโคลัมเบียโดยสร้างโรงเรียนและให้อาหาร หากแต่
ในขณะเดียวกันเขามีส่วนรับผิดชอบการตายของชาวโคลัมเบียกว่า 4,000 คน และตั้งตัวเป็นศัตรูกับสหรัฐ
และต่อสู้กับสหรัฐยาวนานหลายปี แต่เขาก็ไม่จนมุมง่ายๆ เพราะเขามี นักการเมือง, ประชาชน และกองทัพ
ของเขาหนุนหลังอยู่ แต่สุดท้ายเขาก็จบชีวิตตนเองลง จากการปราบปรามของพวกคอมมานโดที่บุกบ้านพัก
กบดาลแล้วฆ่าเขาและลูกน้อง เมื่อวันที่  วันที่ 2 ธันวาคม ค.ศ.1993

จำนวนเงินที่ซักฟอก ประมาณ 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ – 10 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ




1. President Suharto


                 
ซูฮาร์โต้ (ค.ศ.1921 – 2008) เป็นประธานาธิบดีคนที่ 2 ของประเทศอินโดนีเซีย และเป็นผู้ที่ดำรงตำแหน่ง
ประธานาธิบดียาวนานที่สุดของประเทศเป็นเวลา 31 ปี เขามีบทบาทสำคัญทางการเมืองนับตั้งแต่ปี 1965
โดยการใช้นโยบายปราบปรามกองกำลังคอมมิวนิสต์ด้วยวิธีรุนแรง หลังจากมีความพยายามทำรัฐประหารแต่ไม่สำเร็จ


แต่กระนั้นเขาก็สามารถขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีแห่งอินโดนีเซียในระหว่างปี 1967-1998 เวลายาวนาน
ถึง 32 ปี ในช่วงแรกที่เขาดำรงตำแหน่งเขาได้รับสมญาว่าเป็น "บิดาแห่งการพัฒนาประเทศ ในยุค 1990"
เพราะเขาทำให้เศรษฐกิจของอินโดนีเซียเจริญเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว

แต่ต่อมาไม่นานเขาก็ได้รับฉายาว่า "แก๊งค์มาเฟียเบิร์กลีย์" ซึ่งหมายถึงรัฐมนตรีในรัฐบาลของซูฮาร์โตที่ส่วนใหญ่
เป็นครอบครัวและญาติ ได้ควบคุมเศรษฐกิจของประเทศทั้งหมดส่งผลทำให้เขาและครอบครัวร่ำรวยขึ้นในขณะที่
ประชาชนในประเทศจนลง อีกทั้งเขาได้กล่าวหาว่าเขาคือผู้ทุจริตคอรัปชั่นที่ใหญ่ที่สุดในอินโดฯ และของโลก
ในเวลาเดียวกัน



เขาติดอันดับหนึ่งในผู้นำทำให้ชาติล่มจมที่สุดในโลก โดยนิตยสารไทม์ เชื่อว่าเขามีเงินที่ถูกซักฟอกในครอบครัว
และธนาคารต่างประเทศมากกว่า 15,000,000,000 เหรียญสหรัฐ เช่นเดียวกับการใช้ตำแหน่งผู้นำทางการทหาร
ออกนโยบายรุนแรงเพื่อปราบปรามผู้ไม่เห็นด้วย กับแนวทางการบริหารประเทศของรัฐบาลซูฮาร์โต ซึ่งรวมถึงสมาชิก
พรรคคอมมิวนิสต์, นักหนังสือพิมพ์ และนักวิชาการหลายรายที่เสียชีวิต และสูญหายไปในช่วงเวลาที่ซูฮาร์โตเรืองอำนาจ
และการใช้กำลังทหารเข้าสู้รบเพื่อปราบปรามกองกำลังแบ่งแยกดินแดนอีสต์ติมอร์ ก็มีส่วนทำให้ยุคของซูฮาร์โต
ถูกเรียกว่า "ยุคแห่งความหวาดกลัว" ของชาวอินโดนีเซีย



ตลอดระยะเวลา 32 ปีในฐานะผู้นำประเทศ ซูฮาร์โตได้รับการสนับสนุนด้วยดี จนกระทั่งปี 1998 หลังจากที่เกิดภาวะ
วิกฤติเศรษฐกิจทั่วเอเชีย ซูฮาร์โต ลาออกจากตำแหน่ง พร้อมประกาศว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องการเมืองและการทหารอีก
หลังจากซูฮาร์โตลงจากตำแหน่ง มีความพยายามจะนำตัวซูฮาร์โตและผู้เกี่ยวข้องมาดำเนินการในชั้นศาล เนื่องจาก
มีผู้กล่าวหาว่าเขาคือผู้ออกคำสั่งให้ฆ่าและลักพาตัวผู้คนจำนวนมากให้สูญหายไป ในยุคที่ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
แต่ศาลอนุโลมให้ซูฮาร์โตไม่ต้องขึ้นศาลเพื่อรับการพิจารณาคดี เนื่องจาก "สุขภาพไม่แข็งแรง"

ผลสุดท้ายซูฮาร์โต้ก็เสียชีวิตด้วยหัวใจล้มเหลว เมื่อปี 2008 ที่โรงพยาบาลในกรุงจาการ์ตา โดยปราศจาก
ความผิดใดๆ ทั้งสิ้น จำนวนเงินที่ซักฟอก : US$15- US$35 billion.

 

เนื้อหาแปลบางส่วนจาก
http://www.toptenz.net/top-10-worst-money-launderers.php+ +
 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24 มีนาคม 2018, 10:43:28 โดย etatae333 »
นวดกระปู๋ นวดกระปู๋เชียงใหม่ นวดกระษัย ไซด์ไลน์ Sideline นวดน้ำมัน นวดอโรมา นวดแผนโบราณ อาบอบนวด ออน การบ้าน เรื่องเสียว ลายแทง หนังโป๊ AV เชียงใหม่