ผู้เขียน หัวข้อ: Mystey Of The Somerton Man การตายของชายลึกลับ  (อ่าน 504 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

etatae333

  • Administrator
  • เทพเจ้าราตรี
  • *
  • กระทู้: 17738
  • Country: th
  • คะแนนจิตพิสัย +9/-0
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด
    • cmxseed
Mystey Of The Somerton Man การตายของชายลึกลับ
« เมื่อ: 17 พฤศจิกายน 2017, 15:56:04 »

Mystey Of The Somerton Man การตายของชายลึกลับ



ประเทศออสเตรเลียมีคดีการตายประหลาดคดีหนึ่งที่บ้านเราอาจไม่ได้คุ้นหูนัก คดีนั้นถูกเรียกว่า 
“ปริศนาแห่งโซเมอร์ตันแมน (“Mystey of the Somerton Man”) แม้หลายคนอาจไม่รู้จัก
หากแต่ถ้าได้อ่านเนื้อหาของมัน ก็จะพบว่ามันเป็นคดีลึกลับที่น่าพิศวงอีกคดีหนึ่ง


จนกระทั่ง รุ่นเช้า เวลา 06.30 น. ของวันรุ่งขึ้น ชายคนหนึ่งเล่นน้ำทะเลกับเพื่อนๆ ก็ได้สังเกตชายคนนั้นว่า
เขายังคงนอนนิ่งในท่าเดิมเหมือนที่เขา เห็นเมื่อคืน ด้วยความสงสัยจึงเดินเข้าไปตรวจสอบ ก็พบว่าชายคนนั้น
ไม่หายใจเสียแล้ว

การชันสูตรศพก็ยิ่งพบเรื่องประหลาด ชายที่พบเป็นศพนั้นอายุน่าจะประมาณ 40-45 ปี สูงประมาณ 180 เซนติเมตร
รูปร่างกล้ามเนื้อบ่บอกว่าเขาน่าจะนักเต้นบัลเล่ต์หรือไม่ก็เคยเป็นนักกีฬามาก่อน แต่ที่แปลกพวกเขาไม่สามารถหา
สาเหตุการเสียชีวิต ไม่มีร่องรอยบาดแผล ไม่มีสารพิษในร่างกาย ไม่มีอาการเจ็บไข้ได้ป่วยใดๆทั้งสิ้น


และที่แปลกยิ่งกว่า คือ พวกเขาไม่สามารถระบุได้เลยว่าชายผู้ตายนั้นเป็นใคร เป็นคนชาติอะไร มาที่นี้เพื่ออะไร
ไม่มีหลักฐานใดๆ ที่ระบุชื่อชายคนนี้เลยแม้แต่น้อย อีกทั้งยังไม่มีใครมาติดต่อขอดูศพเลยสักคน

 
 
สภาพศพชายนิรนาม



การชันสูตรศพก็ยิ่งพบเรื่องประหลาด ชายที่พบเป็นศพนั้นน่าจะเป็นชาวอังกฤษ อายุน่าจะประมาณ 40-45 ปี
สูงประมาณ 180 เซนติเมตร ดวงตาสีน้ำตาลอ่อน มือบ่บอกว่าเขาเป็นคนที่แข็งแรง รูปร่างกล้ามเนื้อบ่บอกว่า
เขาน่าจะนักเต้นบัลเล่ต์หรือไม่ก็เคยเป็นนักกีฬามาก่อน แต่ที่แปลกพวกเขาไม่สามารถหาสาเหตุการเสียชีวิต
ไม่มีร่องรอยบาดแผล ไม่มีสารพิษในร่างกาย ร่างกายสะอาดเกลี้ยงเกลา หัวใจเป็นปกติ สมองไม่ได้กระทบกระเทือน
ไม่มีอาการเจ็บไข้ได้ป่วยใดๆทั้งสิ้น

แม้ว่าแพทย์จะเชื่อว่าการเสียชีวิตอาจไม่ตายตามธรรมชาติ แต่มันไม่สามารถอธิบายได้อยู่ดีว่าเสียชีวิตจากอะไร
อาจเป็นพิษที่มีผลต่อระบบประสาท หรือถ้าเป็นพิษจริงปัญหาคือเขาได้รับพิษตอนไหนเพราะพยานก็เห็นชายคนนั้น
ยังปกติดีอยู่ที่ชายหาด ก่อนที่จะเสียชีวิตรุ่งขึ้น

นอกจากนี้ยังมีอีกทฤษฏีหนึ่งคือเขาอาจฆ่าตัวตาย หรือไม่ก็ถูกสะกดจิต ซึ่งอาจเป็นไปได้ แต่อย่างหลังนั้น
มันค่อนข้างน่าเหลือเชื่อไปหน่อย



และที่แปลกยิ่งกว่า คือ พวกเขาไม่สามารถระบุได้เลยว่าชายผู้ตายนั้นเป็นใคร เป็นคนชาติอะไร มาที่นี้เพื่ออะไร
ไม่มีหลักฐานใดๆ ที่ระบุชื่อชายคนนี้เลยแม้แต่น้อย ในตัวผู้ตายไม่มีอะไรเลยนอกจากตั๋วรถไฟยังไม่ได้ใช้
จากสถานีแอดิเลดเพื่อลงสถานีหาดเฮนเลย์ ตั๋วรถประจำทางลงที่เมืองกลีเนล์จ บุหรี่และไม้ขีด แต่ไม่มี
กระเป๋าสตางค์ ไม่มีเงินติดตัวแม้แต่แดงเดียว ป้ายยี่ห้อเสื้อและกางเกงถูกเลาะออกหมด


ที่สำคัญแม้จะมีการประกาศพบศพชายนิรนามออกไป ก็ไม่มีใครมาติดต่อขอดูศพเลยสักคน


ตรวจสอบกระเป๋าของชายนิรนาม
 
ตำรวจถึงทางตันเพราะไม่รู้จะสืบสวนตรงไหน จนกระทั่งวันที่ 14 มกราคม 1949 ตำรวจได้รับแจ้ง จากเจ้าหน้าที่
สถานทีรถไฟแอดิเลด ว่าได้พบกระเป๋าเดินทางสีน้ำตาลที่ฉลากถูกลบออก ซึ่งเป็นของชายนิรนามที่เป็นข่าว
ซึ่งชายนิรนามได้ฝากกระเป๋าเดินทางที่ห้องรับฝากสัมภาระของตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน แต่ไม่มารับคืน


เมื่อมีการเปิดกระเป๋าเพื่อค้าหาตัวตนของชายนิรนาม ก็พบว่าภายในกระเป๋า ส่วนใหญ่เป็นเสื้อผ้าและของใช้ใน
ชีวิตประจำวัน เป็นต้นว่า รองเท้าแตะคู่หนึ่ง เสื้อคลุมอาบน้ำ กางเกงขายาว ชุดนอน เครื่องโกนหนวด ไขควง
ของช่างไฟฟ้า  มีดหั่นเนื้อ กรรไกร ฯลฯ



แต่ที่ผิดปกติคือเสื้อผ้าล้วนแล้วแต่ถูกเลาะป้ายยี่ห้อออกไปทั้งสิ้น ราวกับว่าไม่ต้องการให้คนภายนอกทราบตัวตน
ที่แท้จริงของเจ้าของกระเป๋า แต่ก็มีโชคอยู่บ้าง เมื่อตำรวจพบว่ามีคำว่าคีน  (Keane X เขียนบนคอเสื้อยืด
ถุงใส่ผ้า และชื่อ T. Keane เขียนบนเนกไท ซึ่งน่าจะเป็นชื่อของคน)

แม้ว่าตำรวจจะพยายามตามหาที่อยู่ หรือที่พักของชายคนนี้ก่อนที่จะเสียชีวิต ด้วยการตรวจสอบบันทึกรถไฟ
ก็พบว่าชายนิรนามได้เดินทางรถไฟข้ามคืนจากเมลเบิร์น ซิดนีย์ หรือไม่ก็พอร์ตออกัสตา
 

 


กระดาษที่พบในกระเป๋ากางเกงลับของชายนิรนาม

ส่วนชื่อ T. Keane ตำรวจหาความเป็นไปได้ การสืบสวนโยงไปถึงกะลาสีเรือ ทอม คีน (Tom Keane)
หากแต่เขาไม่ใช่ชายนิรนาม  ทำให้การสอบสวยถึงทางตันอีกครั้ง


อย่างไรก็ตาม เรื่องยังไม่จบเพียงเท่านั้น ประมาณช่วงเดือนเมษายน มีการพบม้วนของเศษกระดาษเล็กๆซ่อนอยู่
ในกระเป๋าลับของกางเกงชายนิรนาม บนกระดาษมีตัวพิมพ์คำว่าTamam Shud (ทาแมม ชุด)  มันไม่ใช่
ภาษาอังกฤษ ทำให้ไม่มึใครแปลออก ทำให้ตำรวจต้องเชิญเจ้าหน้าที่ห้องสมุดแปลข้อความ ก็พบว่ามันเป็นวลี
ที่แปลว่า “สิ้นสุด” หรือ “จบบริบูรณ์” มันเป็นภาษาเปอร์เซีย์ที่พบในหน้าสุดท้ายของโคลงรุไบยาต (Rubaiyat)
ประพันธ์โดยโอมาร์ คัยยัม (Omar Khayyam) เมื่อ 900 ปีก่อน




ตำรวจพยายามสืบหาเศษกระดาษดังกล่าว เพราะวิเคราะห์แล้วเศษกระดาษน่าจะฉีกจากหนังสือที่ไหนสักแห่ง   
ในที่สุดตำรวจสืบพบว่า ม้วนกระดาษคำว่า Tamam Shud ถูกฉีกออกมาจากสำเนาหนังสือ The Rubaiyat
แปลโดย เอ็ดเวิร์ด ฟิตซ์เจอราล์ด (Edward Fitzgerald)
ฉบับพิมพ์ครั้งแรกจากโรงพิมพ์แห่งหนึ่งใน
นิวซีแลนด์ (1941) ต่อมาก็มีคนแจ้งว่าเขาพบหนังสือหนังสือดังกล่าวบนเบาะหลังรถของเขา ที่จอดอยู่โดย
ไม่ล็อคประตูที่ท่าเทียบเรือของถนนกลีเนล์จ เมื่อคืนวันที่ 30 พฤศจิกายน 1948 ช่วงเดียวที่พบชายที่ชายหาด
เมื่อตำรวจตรวจสอบหนังสือกับกระดาษที่พบ ก็พบว่าข้อความดังกล่าวฉีกมาจากหนังสือนี้จริง
 
 
รหัส?


 
โคลงรุไบยาต ของโอมาร์ คัยยัม จะมีเนื้อหาเกี่ยวกับการใช้ชีวิตให้เต็มที่และมไม่มีคำสว่าเสียใจเมื่อมันจบลง
ทำให้ตำรวจสันนิษฐานว่าชายนิรนามคนนี้จะฆ่าตัวตายด้วยยาพิษ แม้จะไม่มีการพบหลักฐานร่องรอยของ
ยาพิษก็ตาม อย่างไรก็ตาม ตำรวจก็พบเรื่องแปลกอีก ที่ด้านหลังของหนังสือมีตัวอักษรเขียนด้วยดินสอ 5 บรรทัด
ซึ่งมันแปลไม่ออกเลยว่ามันคืออะไร โดยมันเขียนว่า

WRGOABABD
MLIAOI
WTBIMPANETP
MLIABOAIAQC
ITTMTSAMSTGAB


แม้ว่าตัวอักษรหลายตัวจะเขียนไม่ค่อยชัด เป็นต้นว่าตัวอักษรสองบรรทัดแรกดูไม่ออกว่าเป็นตัว “M” หรือ “W”
แต่ตำรวจก็สามารถวิเคราะห์ได้ถึงลักษณะลายมือจนได้ว่าอักษรตัวแรกบรรทัดแรกคือ “W” และอักษรตัวแรก
บรรทัดสองคือ “M” แต่ที่แปลกคือบรรทัดที่สอง "MLIAOI"  มีเส้นขีดเหมือนขีดฆ่าเอาไว้  (แม้ตัวอักษรสุดท้าย
เหมือนตัว L แต่ตำรวจวิเคราะห์แล้วน่าจะเป็น I มากกว่า)

ตอนแรกๆ ตำรวจคิดว่ามันเป็นภาษาต่างประเทศ จนกระทั่งมาทราบที่หลังว่ามันเป็นรหัสลับ และมันลับมากถึงขนาด
ส่งให้กับผู้เชี่ยวชาญการถอดโค้ดวิเคราะห์ ทั้งกรมกลาโหมออสเตรเลีย หรือแม้แต่ อังกฤษและอเมริกาแล้วก็ตาม 
มันก็ไม่สามารถหาคำตอบได้ว่ามันคือรหัสอะไร


นอกจากโค้ดลับแล้วตำรวจยังพบหมายเลขโทรศัพท์ในด้านหลังของหนังสือ เมื่อสืบสวนก็พบว่าเจ้าของหมายเลข
คือมิสทอมป์สัน (Thompson) เป็นอดีตนางพยาบาลที่อาศัยอยู่ในเมืองกลีเนล์จ ซึ่งอาศัยอยู่ไม่ห่างจากจุดที่พบ
ศพชายนิรนาม (ประมาณ 400 เมตร)

มิสทอมป์สันให้การว่า ขณะที่เธอกำลังทำงานอยู่ในโรงพยาบาลรอยัลนอร์ทชอร์ ในซิดนีย์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
ได้รู้จักกับนายทหารเรือคนหนึ่งชื่อ อัลเฟรด บอกซอล (Alfred Boxall) เธอมอบหนังสือรุไบยาตให้กับเขาเล่มหนึ่ง
แต่มันไม่ใช่ฉบับพิมพ์ครั้งแรก เป็นฉบับพิมพ์ในปี 1944

หลังสงครามสงบ เธอก็ย้ายมาอยู่เมลเบิร์นและแต่งาน ต่อมา อัลเฟรดเขียนจดหมายมาหาเธอ และเธอได้บอกกับ
เขาว่าเธอแต่งงานแล้ว ตั้งแต่นั้นมาก็ไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย เธอยังเสริมอีกว่าช่วงปลายปี 1948 ก็มีชายลึกลับ
แปลกหน้าคนหนึ่งมาถามเพื่อนบ้านเกี่ยวกับตัวเธอ ทำให้ตำรวจเชื่อว่าชายนิรนามน่าจะเป็นอัลเฟรดนั้นเอง
เขาได้พยายามติดต่อเธอ แต่ไม่ทราบชื่อแต่งงานของมิสทอมป์สัน




ตำรวจเชื่อว่า "อัลเฟรด บอกซอล" น่าจะเป็นชายนิรนามที่ตายที่ชายหาด คดีคงคลี่คลายในไม่ช้า  หากแต่ตำรวจ
ก็พบทางตันอีกครั้ง เมื่อพบว่าอัลเฟรดยังมีชีวิตอยู่ เขาอยู่ซิดนีย์ อีกทั้งยังมีหนังสือรุไบยาตที่มิสทอมป์สันมอบให้
อีกทั้งมิสทอมป์สันและอัลเฟรดปฏิเสธว่าไม่รู้จักชายนิรนามนี้เลยแม้แต่น้อย แต่ทำไมชายปริศนาจึงมีหมายเลข
โทรศัพท์ของมิสทอมป์สันและเดินทางไปสืบเรื่อง ของเธอก่อนที่เขาเสียชีวิตไม่นาน



ในปี 1949 ศพชายนิรนามถูกฝังในสุสานเวสต์เทอเรซ ของแอดิเลด ในฐานะศพอนาถา ท่ามกลางปริศนามากมาย
ของชายนิรนามที่ตำรวจไม่สามารถตอบได้ว่า เขาคือใคร มาที่ชายหาดเพื่ออะไร และสาเหตุการตายของเขาคืออะไร


หลังจากเขาเสียชีวิต ก็มีเบาะแสเล็กน้อยเกี่ยวกับชายนิรนาม เมื่อมีเบาะแสหลายอย่างที่จะตามหาตัวจริงของชายนิรนาม
หากแต่ตำรวจไม่ประสบความสำเร็จมากนักในการสืบสวนจนเวลาล่วง 60 ปีก็ไม่มีคืบหน้า

ทางด้านรหัสลับนั้น ในปี 2004 ได้มีคนไขรหัสลับได้ แต่ที่ไขเป็นเพียงบรรทัดสุดท้ายของรหัสลับ
คือ ITTMTSAMSTGAB ซึ่งน่าจะเป็นคำย่อว่า

"It's Time To Move To South Australia Moseley Street..."
(มันเป็นเวลาที่จะต้องย้ายไปเซาธ์ออสเตรเลีย ถนนมอสลีย์)


ซึ่งอดีตนางพยาบาลมิสทอมป์สันก็อาศัยอยู่ใกล้ๆ ที่ดังกล่าว แม้จะเชื่อว่ารหัสลับที่พบกระเป๋ากางเกงลับของชายนิรนาม
น่าจะเป็นชวเลขไม่ใช่รหัสลับ  แต่เนื่องด้วยชวเลขมันเป็นเทคนิคเฉพาะสำหรับบุคคล ดังนั้นมันไม่ได้ช่วยอยู่ดีว่าบรรทัดอื่นๆ
ของรหัสลับนั้นแปลว่าอะไร

 

 
มีทฤษฏีหนึ่งที่ค่อนข้างเวอร์ที่อธิบายพฤติกรรมประหลาดของชายนิรนาม กล่าวคือ ช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงตึงเครียด
ของสงครามเย็น และนั่นเองทำให้มีข่าวลือว่าความจริงแล้ว อัลเฟรด บอกซอล ทำงานสืบราชการลับให้กองทัพเรือ
ส่วนชายนิรนามนั้นเป็นสายลับของโซเวียต ที่ตามสืบหาตัวอัลเฟรด แต่กองทัพเรือออสเตรเลียไหวทันเสียก่อนจึงสังหาร
เขาด้วยการวางยาพิษเสียก่อน ที่จะเข้าใกล้ตัวอัล เฟรด


ปกติแล้วยาพิษสำหรับวงการสายลับนั้นมักเป็นประเภทไม่ทิ้งร่องรอยอยู่แล้ว และนั่นเองก็เป็นสาเหตุหนึ่ง ทำให้ไม่พบ
สาเหตุการตายของชายนิรนาม




หลายปีผ่านไป โลกเราเปลี่ยนไปค่อนข้างมาก เมื่อเทคโนโลยีเริ่มเข้ามีบทบาทในการสืบสวนมากขึ้น โดยในปี 2009
ทีมมหาวิทยาลัยแอดิเลดนำโดยศาสตราจารย์ดีเร็ก แอ๊บบอต (Professor Derek Abbott) เริ่มหยิบคดีชายนิรนามนี้
มาวิเคราะห์หาคำตอบอีกครั้ง

ตอนแรกพวกเขาพยายามหาสาเหตุการตายของชายนิรนาม ผลการวิเคราะห์มีความเป็นไปได้ว่าสารพิษนั้นน่าจะเป็นบุหรี่
ของชายผู้นี้สูบ ซึ่งจากรายงานของพยานก็ได้เห็นชายนิรนามสูบบุหรี่ไม่นานก่อนที่จะเสียชีวิต ซึ่งชายนิรนามอาจได้รับพิษ
แบบไม่รู้ ซึ่งเรื่องบุหรี่นี้น่าเสียดายที่ไม่ค่อยได้รับสนใจจริงจังนัก เพราะหากระบุแหล่งที่มาของบุหรี่ได้อาจพบเบาะแสใหม่
เพราะเวลานั้นบุหรี่มีราคาแพงมาก การจะได้บุหรี่มานั้นอาจมีแหล่งเฉพาะที่ขาย

มีการวิเคราะห์ที่น่าสนใจ เมื่อมีการวิเคราะห์เกี่ยวกับโครงสร้างใบหูของชายนิรนามพบว่าลักษณะใบหูของเขาไม่เหมือน
คนทั่วๆไป ช่องหูส่วนบนของชายนิรนามมีขนาดใหญ่กว่าช่องหูส่วนล่าง ซึ่งคนผิวขาวเพียง 2 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น
ที่มีใบหูแบบนี้


การสืบสวนต่อมามีการวิเคราะห์ว่ามีความเป็นไปได้ไหมว่าชายนิรนามคนนั้นอาจเป็นลูกลับๆ ของอัลเฟรด บอกซอล ไม่ก็
มิสทอมป์สัน ซึ่งมีความเป็นไปได้ ดังนั้นจึงมีการขอให้ขุดศพเพื่อตรวจสอบดีเอ็นเอเทียบกัน หากแต่เวลาต่อมาก็ถูกปฏิเสธ

ทุกวันนี้ปริศนาแห่งโซเมอร์ตันแมนยังคงลึกลับ และหลายฝ่ายพยายามที่จะหาคำตอบ แม้เวลาจะผ่านไปนาน 60 ปีแล้วก็ตาม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18 พฤศจิกายน 2017, 15:42:39 โดย etatae333 »
นวดกระปู๋ นวดกระปู๋เชียงใหม่ นวดกระษัย ไซด์ไลน์ Sideline นวดน้ำมัน นวดอโรมา นวดแผนโบราณ อาบอบนวด ออน การบ้าน เรื่องเสียว ลายแทง หนังโป๊ AV เชียงใหม่