ผู้เขียน หัวข้อ: Luis Alfredo Garavito เดรัจฉานเดินดิน  (อ่าน 447 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

etatae333

  • Administrator
  • เทพเจ้าราตรี
  • *
  • กระทู้: 17738
  • Country: th
  • คะแนนจิตพิสัย +9/-0
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด
    • cmxseed
Luis Alfredo Garavito เดรัจฉานเดินดิน
« เมื่อ: 03 พฤศจิกายน 2017, 11:29:18 »

Luis Alfredo Garavito เดรัจฉานเดินดิน



ถ้าหากเรามาลองจัดอันดับเล่นๆ (ไม่เป็นทางการ) ว่าฆาตกรคนใดที่ฆ่าคนมากที่สุดในโลก อันดับต้นๆ
กลับเป็นฆาตกรที่บ้านเราไม่ค่อยค้นหูมากนัก นั่นคือ หลุยส์ อัลเบอร์โต้ การาวิโต้ (Luis Alfredo Garavito)


ปกติแล้วการจัดอันดับจำนวนเหยื่อว่าคนนี้ฆ่าเท่าไหร่นั้น เป็นเรื่องที่น่าปวดหัว เพราะส่วนใหญ่แล้ว ฆาตกรต่อเนื่อง
ที่ชื่อดังที่ฆ่าเหยื่อมากกว่าสิบคนขึ้นไป จะไม่มีตัวเลขที่แน่นอน ซึ่งมีหลายสาเหตุ เป็นต้นว่า  ฆาตกรไม่สามารถ
จำได้ว่าฆ่าไปกี่คน เหยื่อชื่ออะไรบ้าง หรือไม่ก็ฆาตกรอาจโกหกจำนวนเหยื่อ และไม่พบศพ ฯลฯ

ดังนั้นปกติเราไปค้นข้อมูลฆาตกร ก็มักระบุว่า จำนวนเหยื่อมากกว่า 10 คน  อันเนื่องจากตำรวจไม่แน่ใจจำนวน
เหยื่อที่แน่นอน ตำรวจยึดได้จากหลักฐานว่าฆาตกรรายนี้ฆ่าเหยื่อรายนี้จริงๆ (ในที่นี้คือ พบศพ)

แน่นอนว่ารวมไปถึง หลุยส์ อัลเบอร์โต้ การาวิโต้ ฆาตกรต่อเนื่องผู้มีฉายาละตินว่า La Bestia (สัตว์) 
, El Loco (คนบ้า) , El Monje (นักบวช), El Cura (พ่อพระ), Tribilin (สัตว์นรก) ซึ่งบ่บอกถึง
ตัวตนของฆาตกรได้เป็นอย่างดีว่าเขาเป็นคนยังไง

จำนวนเหยื่อของฆาตกรต่อเนื่องโคลัมเบียผู้นี้ ไม่แน่นอน บางที่อาจเขียนเป็นพัน เป็นร้อย แต่ถ้ายึดจากคำสารภาพ
ของการาวิโต้แล้ว เขาสารภาพว่าได้ฆ่าเด็กไปถึง 172 คน  แต่หลายคนยังคงเชื่อว่าน่าจะมากกว่านั้น หากแต่เพราะ
สมัยก่อนประเทศลาตินนั้นยังไม่เจริญ  (เชื่อว่าการาวิโต้เริ่มฆ่าเหยื่อ เมื่อปี 1982? ) การสืบสวนไม่ทันสมัย
พื้นที่ก็ยังคงกันดาน ยากที่จะระบุชื่อเหยื่อ หรือหาศพเหยื่อได้แน่นอน ดังนั้นจึงเป็นได้ยากว่ามีเหยื่อจำนวนเท่าใด
ที่ตายด้วยเงือมมือของฆาตกรที่ถูกตั้งฉายาว่า “สัตว์นรก”ผู้นี้

 
  หลุยส์ อัลเบอร์โต้ การาวิโต้


 
หลุยส์อัลเบอร์โต้ การาวิโต้ (หรือ  ลูอิส อัลเฟรโด้ การาวิโต้ ) ถือกำเนิดบนโลกเมื่อวันที่ 25 มกราคม 1957
ในเจโนวา เขตควินดิโอ ของประเทศโคลัมเบีย และเป็นพี่ชายคนโตของน้องๆอีก 6 คน แน่นอนครอบครัวไหน
มีลูกมากก็ยิ่งยากจน อีกทั้งชีวิตตอนเด็กเขาต้องขาดความรักและต้องทนทุกข์จากการทรมานของบิดาที่ขี้โมโห
และตามคำให้การเขายังอ้างว่าถูกล่วงละเมิดทางเพศ ซ้ำยังถือเพื่อนบ้านข่มขืนหลายปีด้วย 

(เป็นเรื่องธรรมดาของประเทศแถบเมริกาใต้)

การาวิโต้กลายเป็นเด็กที่เต็มไปด้วยความเก็บกดที่พร้อมจะระเบิดรุนแรง แต่เขาก็ยังทนอยู่ในเมืองเจโนวาที่เป็น
เมืองเต็มไปด้วยทุ่งหญ้าสีเขียว และสวนกาแฟ จนเรียนถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ห้า

อย่างไรก็ตาม ชีวิตการทำงานของการาวิโต้นั้นไม่ค่อยดีมากนัก เขาเป็นคนเจ้าอารมณ์ ติดเหล้า มีเรื่องทะเลาะวิวาท
แล้วจบลงด้วยการออกจากงาน บางครั้งก็เกือบถูกยิงตายด้วยซ้ำ ทำให้ต้องเข้าไปรักษาทางจิตเวชทางประกันสังคมบ่อยครั้ง
ต่อมาการาวิโต้เลิกที่จะไปรักษาทางจิตเวช และเนื่องด้วยเป็นคนเข้ากับคนอื่นยาก ทำให้เขาไม่งานประจำ
เพื่อเป็นการแก้ปัญหาเขาเริ่มเป็นพ่อค้าเร่ขาย เดินทางไปทั่วประเทศ และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของฆาตกรต่อเนื่อง
เมื่อที่ที่เขาไปล้วนมีข่าวเด็กหายเป็นประจำ
 

 
แม้ว่าการาวิโต้จะมีลูกเมีย แต่เขาไม่ค่อยอยู่บ้านมากนัก หลายปีที่ผ่านมาเขาได้แต่โทรเลขไปหาภรรยาและเพื่อนบ้าน
คนเพื่ออัพเกรดเรื่องของตนเอง แต่ถึงแม้จะกลับบ้านเขาก็เหมือนคนแปลกหน้าของครอบครัวอยู่ดี


แม้ว่าการาวิโต้จะได้รับฉายาว่า “สัตว์นรก” แต่ภายนอกเขาไม่ได้เป็นคนน่ากลัวสำหรับเด็ก อันเนื่องจากเขามักแสดง
ความรักกับเด็ก ชอบแจกของให้กับเด็ก จากประวัติระบุว่าเขาไม่เคยตีลูกสองคนของเขาเลย ซึ่งการาวิโต้เคยเขียนว่า
เขารักลูกชายของเขาเพราะลูกไม่เคยทำให้เขาโกรธ

แต่อย่างไรก็ตาม ทั้งภรรยา และสาวที่เขาแอบมีความสัมพันธ์ด้วย (การาวิโต้มีภรรยาสองคน และต่างมีลูกๆ ) บอกเล่า
ชัดเจนว่าการาวิโต้นั้นเหมือนสัตว์ประหลาด แม้ภายนอกจะเหมือนคนดี แต่ภายในเขากลับเป็นคนที่อารมณ์รุนแรง
จนควบคุมไม่อยู่ แต่พวกเธอไม่คิดว่าเขาจะถึงขั้นเป็นฆาตกรต่อเนื่อง

การาวิโต้รู้ตัวดี เขาเคยบรรยายตัวเองว่าวัยเด็กเขานั้นมีแต่ความทุกข์ แถมมีอาการจิตประสาท ปวดศีรษะอย่างทรมาน
แต่เขาไม่คิดว่าจำเป็นต้องรักษา เชื่อว่ามันจะหายเป็นปกติ แต่กลายเป็นว่ามันยิ่งเลวร้ายขึ้น การเดินทางแบบพ่อค้าเร่นั้น
ไร้จุดหมาย เขาเดินทางไปทั่วประเทศหลายครั้ง แวะโน้นแวะนี้ แวะหลายหมู่บ้าน หลายตำบล ไปจนถึงพื้นที่ห่างไกล

เชื่อว่าการาวิโต้เริ่มฆ่าคนเมื่อปี 1992 วิธีการล่าเหยื่อมีรูปแบบเดียว แบบง่ายๆ คือเขาเริ่มหาสถานที่ที่มีเด็กเยอะๆ
ที่ชอบเป็นพิเศษคือ ตลาด ชุมชนแออัด สนามกีฬา ฯลฯ จากนั้นปลอมตัว บางครั้ง เขาก็แกล้งเป็นพ่อค้าข้างถนน,
นักบวช, คนยากจน, คนพิการ, ตัวแทนมูลนิธิ จึงไม่แปลกเลยที่เขาได้รับฉายาว่า “นักบวช” หรือ “นักบุญ”
แต่สิ่งที่แตกต่างกันคือเขาไม่ได้ช่วยคน แต่จะฆ่าคน


การาวิโต้มองหาเหยื่อ เป้าหมายส่วนใหญ่ เขาเลือกเด็กชาวบ้านที่เป็นนักเรียนที่เป็นลูกคนงาน เพราะมันง่ายต่อการตีสนิท
เฉลี่ยอายุระหว่าง 6-16 ปี เมื่อเขาตีสนิทจนเด็กตายใจก็เสนอเงินชวนเด็กไปกลับเขา  เมื่อถึงทางเปลี่ยวไร้คน
และเด็กเหนื่อย เขาก็เริ่มทำร้ายเด็ก

ที่น่าตกใจคือก่อนที่การาวิโต้จะทำร้ายเหยื่อ เขาจะดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จำนวนมาก ซึ่งจากการค้นพบภายหลังพบว่า
สถานที่เกิดเหตุนั้นมีขวดบรั่นดีจำนวนมากตกอยู่เต็มพื้น ราวกับว่ามันเป็นพิธีกรรม หรือดื่มเพื่อประชดโลกยังไงอย่างงั้น

จากนักบุญได้กลายเป็นสัตว์ร้าย การาวิโต้ลงมือทำร้ายเด็กอย่างโหดเหี้ยม เขามักมือ เขาแตะหน้าท้อง หน้าอก ใบหน้า
ไตของเหยื่อบอบซ้ำ กระดูกซีโครงหัก บางครั้งเขาก็ใช้บุหรี่จี้ผิวหนัง แล้วเอกมีดและไขควงช่วยทำร้ายแทงแบบไม่ยั้ง
และจบลงด้วยการฆ่า


ที่เลวร้ายคือเชื่อว่าเขาข่มขืนเด็ก ไม่ว่าจะเป็นระหว่างทำร้าย หรือตอนเลือดท่วม   

หลังจากฆ่าเด็กตาย การาวิก็ทำการซ่อนศพ แล้วก็หาที่กลบดาน ระหว่างนั้นเขาได้เขียนบันทึกรายละเอียดบางส่วนว่า
เขาฆ่าเหยื่อที่ไหนเมื่อไหร่ ฝังที่ไหน  ติดตามข่าวสารตามหน้าหนังสือพิมพ์ว่ามีข่าวเกี่ยว กับการฆาตกรรมของเขาหรือไม่
หากมีเขาก็ตัดข่าวเกี่ยวกับเขาเก็บเอาไว้ เขาก็ออกจากพื้นที่ฆาตกรรมทันที เพื่อหาสถานที่ไล่ล่าเหยื่อต่อไป

เรื่องเด็กหายไม่เป็นที่สนใจของชาวบ้านมากนัก  เพราะผู้คนต่างก็ชินชากับสงครามกลางเมืองในโคลัมเบียที่ยืดเยื้อ
มานานแสนนาน เสียงปืน เสียงร้อยโหยหวน และการหายตัวไปของเด็กๆเร่ร่อน ก็แทบไม่แตกต่างจากชีวิตประจำวัน
ของพวกเขานัก ไม่แปลกที่เหยื่อจะมีมากมายกระจัดกระจายไปทั่วเขตควินดิโอเนิ่นนานหลายปี

การซ่อนศพของการาวิโต้ไม่รอบคอบเลย เพราะมีรายงานการพบศพอยู่เนื่องๆ โดยเฉพาะปี 1997 ตำรวจได้พบศพเด็ก
สิบหกศพในสภาพเน่าเปื่อยในเขตชานเมือง แต่ตอนแรกๆ สันนิษฐานเพียงว่าเป็นเหยื่อของโสเภณีเด็ก ไม่ก็ลัทธิซาตาน
หรือขบวนการค้าอวัยวะมนุษย์มากกว่าจะเป็นฝีมือของฆาตกรต่อเนื่องคนเดียว

ความจริงการาวิโต้เคยถูกตำรวจต้องข้อสงสัยมาแล้ว เมื่อเขาถูกสอบสวนเมื่อปี 1996 จากการตายของเด็กคนหนึ่ง
แต่น่าเสียดายที่ขาดหลักฐาน ทำให้เขาถูกปล่อยตัวออกไป


ความเหี้ยมโหดของการาวิโต้เริ่มมากขึ้น ในปี 1998 ตำรวจพบเหยื่อเด็กโดนตัดหัว และตัดอวัยวะเพศชายแล้วยัดใส่ในปาก
ของเหยื่อ ที่เลวร้ายคือเหยื่อบางรายเป็นฝาแฝดสองคนถูกฆ่าพร้อมกัน แสดงให้เห็นว่าฆาตกรนั้นไม่เกรงกลัวเลยแม้แต่น้อย




อย่างไรก็ตาม เพราะความไม่เกรงกลัวของการาวิโต้ มันก็ส่งผลทำให้เขาประมาท วันที่ 23 เมษายน 1999
การาวิโต้ข้ามเขตไปในเมืองที่ชื่อว่า วิลลา วิเซนซิโอและได้หลอกลวงเด็กชายอายุ 6 ขวบมาได้คนหนึ่ง
ก่อนที่จะพาเข้าไปในสถานที่ร้างแถวชานเมือง  จับเด็กเปลือยร่างไปทั้งตัวพยายามที่จะข่มขืน


หากแต่ผ้าที่ปิดปากของเด็กชายเกิดหลุดออก ทำให้เด็กร้องขอความช่วยเหลือ เสียงของเด็กดังพอทำให้ชายจรจัด
ในพื้นที่ได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือ จึงเดินตามเสียงร้องขอชีวิตโหยหวนไปจนกระทั่งพบสิ่งที่ทำให้เขาตะลึง
เมื่อได้เห็นนั่นก็คือเขาเห็นร่างของเด็กน้อยวัย 6ขวบ นอนเปลือยอยู่กับพื้นโดยถูกมัดไพล่หลัง และเห็นการาวิโต้
กำลังจะฆ่าเด็กพอดี

การาวิโต้ตั้งสติได้จึงวิ่งหนี หากแต่ต่อมาเขาก็ถูกจับได้และถูกส่งไปยังโรงพัก ระหว่างสอบสวนเขาโกหกว่าชื่อ
"บอนนิฟาซิโอ โมเรร่า ลิซคาโน่" เพื่อเป็นการอำพรางตัวเองไว้ ตอนแรก ตำรวจตั้งข้อหาเขาว่าทำทารุณกรรม
กับเด็กที่เป็นเหยื่อและเกือบจะปล่อยให้เขาเป็นอิสระแล้วด้วยซ้ำไปเนื่องจากโทษทัณฑ์ทารุณกรรมทางเพศ
ในโคลัมเบียนั้นค่อนข้างเบามาก   

หลังการาวิโต้ถูกจับกุม ตำรวจเริ่มเชื่อมโยงว่าศพเด็กที่พบจำนวนมากในช่วงเวลาไล่เลี่ยงกันนั้นไม่ใช่ฝีมือของ
ลัทธิซาตานหรือแก๊งค้าอวัยวะมนุษย์ เพราะฆาตกรมุ่งเน้นเรื่องการมีเพศสัมพันธ์ รูปแบบการฆ่ามีรูปแบบเดียวกัน
รวมไปถึงภาพเสก็ตผู้ต้องสงสัยมีลักษณะคล้ายคลึงกับการาวิโต้

นั่นเองทำให้ทางการโคลัมเบียระดมผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ เพื่อเชื่อมโยงหลักฐานว่าคดีฆ่าเด็กนั้นเป็นฝีมือของ
ฆาตกรคนเดียวกัน การวิเคราะห์เส้นใยสังเคราะห์ ถุงพลาสติก ขวดบรั่นดี รวมไปถึงซากศพ ทั้งหมดถูกตรวจหา
ดีเอ็นเอและรูปแบบการฆ่าจนกลายเป็นหลักฐานว่าการาวิโต้อยู่เบื้องหลังทั้งหมด

การาวิโต้ถูกสอบสวนอย่างหนักควบคู่ไปกับการสำรวจค้นบ้านและหลักฐานต่างๆของเขาอย่างละเอียด และจากการ
ตรวจที่บ้านเขานั้นเองทำให้ตำรวจตะลึงเมื่อพบว่าหลุยส์นั้นตัดเก็บหนังสือพิมพ์ทุกฉบับทุกกรอบข่าวที่ลงเรื่องราว
ของเหยื่อของเขาที่ตายและหายไปจากบ้าน นอกจากนั้นยังพบบันทึกมากมายและแผนผังการฆ่าและฝังศพเหยื่อ
ที่จัดทำเป็นโค้ดลับพิเศษอีกด้วย




เมื่อหลักฐานที่มัดตัวจนดิ้นไม่หลุดทำให้หลุยส์ถึงกับยอมเปิดปาก เขาสารภาพว่าได้สังหารเด็กๆไปแล้วถึง 172 ราย
นับตั้งแต่ปี 1993 มาจนถึงวันที่โดนจับและเมื่อมีการตรวจสอบตามโค้ดที่เขาบันทึกไว้


จากคำรับสารภาพของการาวิโต้ ทำให้ทางการโคลัมเบียและผู้คนในโคลัมเบียทั้งหมดถึงกับช๊อคกันทั้งประเทศ
หนังสือพิมพ์หลายฉบับในโคลัมเบียต่างพากหัวข่าวว่ามันเป็นการฆาตกรรมต่อเนื่องที่เลวร้ายที่สุดของประเทศโคลัมเบีย
 
การาวิโต้ถูกต้องข้อหาฆาตกรรมตต่อเนื่อง แม้เขาจะสารภาพว่าฆ่าเหยื่อไป 172 คน แต่ตำรวจหาได้เพียง 138 คน
และมีเพียงไม่กี่คดีที่มีหลักฐาน อย่างไรก็ตามโทษสูงสุดของโคลัมเบียนั้นมีแค่ระดับจำคุกตลอดชีวิต ไม่มีการประหาร
ดังนั้นการาวิโต้มีโทษเพียงจำคุก 1853 ปี แต่เอาเข้าจริงเขาอาจแค่รับโทษเพียง 40 ปีเท่านั้น และจะลดเรื่อยๆ
หากเขาร่วมมือกับราชการ รวมไปถึงการช่วยเหลืองานวิจัย



ปัจจุบันการาวิโต้ก็ยังถูกถูกขังเดี่ยวอยู่ในคุกที่ควินดิโอและทางคุกต้องควบคุมดูแลเขาอย่างเข้มงวดเพราะกลัวว่าเขา
จะฆ่าตัวตายหนีคดีดังนั้นจึงต้องตั้งกล้องทีวีวงจรปิดไว้ในห้องขังที่เขาอยู่ตลอดเวลาเพื่อเอาไว้ดูพฤติกรรมตลอดเวลา
นอกจากการใช้ชีวิตในคุกแล้ว ว่างๆ การาวิโต้ยังเขียนหนังสือเกี่ยวกับตัวเขา รวมไปถึงการสัมภาษณ์ทางสื่อ 

จากภาพล่าสุดของการสัมภาษณ์ตอนนี้การาวิโต้กลายเป็นคุณลุงอายุ 59 ปีไปแล้ว ซึ่งมองไม่ออกเลยว่า
อดีตนั้นเขาเคยเป็นฆาตกรต่อเนื่องที่น่ากลัวที่สุดของประเทศโคลัมเบีย


“ ผมไม่อาจหยุดยั้งตัวเองได้” การาวิโต้ได้สารภาพหลังถกถามว่าทำไมถึงฆ่าเด็กเหล่านั้น
 
 
Crónicas จับตาจ้องตาย


 
เรื่องราวของการาวิโต้ถูกดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ Crónicas จับตาจ้องตาย (2004) (หาได้ตามกะบะหนังถูก)
อย่างไรก็ตาม เนื้อหาไม่ได้พูดถึงการาวิโต้โดยตรง แต่เป็นเรื่องราวของฆาตกรต่อเนื่องในเอกวาดอร์ที่ฆ่าเด็กจำนวนมาก
จนได้รับฉายาว่า “ปีศาจแห่งบาบาโฮโย่” และมันยังคงอาละวาดและยังไม่ถูกจับ  ซึ่งตัวจริงของฆาตกรเป็นชายคนหนึ่ง
ที่รักครอบครัว ชื่อ “วินิซิโอ ซีพีด้า”

เนื้อหาของภาพยนตร์ไม่ได้เน้นเรื่องความโหดร้ายเลือดสาด แต่ประเด็นอยู่ตรงที่การตั้งคำถามจริยธรรม
โดยตัวเอกของเรื่อเป็นโปรดิวเซอร์ มาริซ่า และช่างกล้อง อีวาน กำลังหาเรื่องไปทำรายการโชว์ทางทีวีที่ชื่อ
“One Hour With The Truth” บังเอิญไปรู้จักกับวินิซิโอ ซีพีด้าที่ถูกขังโดยไม่รับความยุติธรรมเข้า
ซึ่งวินิซิโอ ซีพีด้าได้ขอความช่วยเหลือตัวแลกกับการบอกข้อมูลเกี่ยวกับฆาตกรปีศาจแห่งบาบาโฮโย่

หลังจากเช็กข้อมูลของวินิซิโอก็พบว่ามันถูกต้องตามที่วินิซิโอพูดหมดทุกอย่าง และการที่รู้ถึงขนาดนี้
ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียวก็คือวินิซิโอก็คือฆาตกรต่อเนื่องนั้นเอง หากแต่นักข่าวกลับเลือกที่จะไม่บอกตำรวจ
แถมเอาข้อมูลมาเป็นประโยชน์รายการของเขามากกว่า  จึงมีการตั้งประเด็นคำถามว่าระหว่าง ผลประโยชน์
ของสื่อสารมวลชน กับการเปิดเผยความจริงจ่อสาธารณชน อันไหนดีกว่ากัน

สิ่งที่ฆาตกรในเรื่องเหมือนการาวิโต้คือ ชีวิตสองด้าน ด้านหนึ่งฆาตกรที่โหดร้ายเกินมนุษย์
กับอีกด้านหนึ่งคือคนดี พ่อแสนดีของลูกชาย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 04 พฤศจิกายน 2017, 14:55:46 โดย etatae333 »
นวดกระปู๋ นวดกระปู๋เชียงใหม่ นวดกระษัย ไซด์ไลน์ Sideline นวดน้ำมัน นวดอโรมา นวดแผนโบราณ อาบอบนวด ออน การบ้าน เรื่องเสียว ลายแทง หนังโป๊ AV เชียงใหม่